วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เรามาดูแนวคิดที่จะทำให้คุณรวยได้อย่าง บิล เกตส์



May 24, 2015



ใครๆ ก็อยากรวย แต่ความรวยมันไม่ได้มาได้ง่ายๆ อาจต้องใช้เวลา กำลัง พลังความคิดและความอุตสาหะมากมายเพื่อที่จะทำให้เรารวยได้อย่างมหาเศรษฐี

ถ้าพูดถึงบุคคลที่รวยที่สุดในโลก  คงไม่มีใครไม่รู้จัก “BILL GATES” มหาเศรษฐีอันดับโลกเจ้าของ Microsoft ซึ่งครอบครองเงินถึง $80.8 Billion หรือนับเป็นเงินไทยประมาณ 2,646,600,000,000 บาท ซึ่งพูดได้ว่าแค่จะนับ 0 ด้านหลังก็นับกันไม่ถ้วนแล้ว
แต่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป  เราอาจไม่ต้องรวยเท่าท่านเศรษฐี Bill Gates แต่เราสามารถรวยได้ด้วยแนวคิดดีๆที่ท่านมหาเศรษฐีได้ทำมา จนประสบความสำเร็จร่่ำรวยได้อย่างปัจจุบัน
อยากให้อ่านแนวคิดเหล่านี้ แล้วนำกลับไปคิดและประยุกต์ใช้กับตัวเอง รับรองว่าต้องมีอะไรในชีวิตดีขึ้นแน่นอน

“Patience is a key element of Success”
ความอุตสาหะ พยายามเป็นส่วนประกอบหลักของความสำเร็จ

“It’s fine to celebrate success, but it is more important to heed the lessons of failure.”
มันโอเคที่เราจะฉลองกับความสำเร็จ  แต่มันสำคัญมากที่เราจะตั้งใจเรียนรู้จากสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดมา

 “If you can’t make it good, at least make it look good.”
ถ้าคุณทำมันให้ดีไม่ได้  อย่างน้อยทำมันให้ “ดูดี”

“To win big, you sometimes have to take big risks.”
อยากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่  บางครั้งคุณต้องกล้าที่จะเสี่ยง

“I choose a lazy person to do a hard job. Because a lazy person will find an easy way to do it.”
ฉันเลือกคนที่ขี้เกียจทำงานที่ยาก เพราะ คนที่ขี้เกียจมักหาวิธีที่ง่ายทำมันจนได้

“Life is not fair – get used to it!”
ชีวิตไม่มีอะไรที่ยุติธรรมหรอก  ชินซะ!

“Don’t compare yourself with anyone in this world. If you do so, you are insulting yourself.”
อย่าคอยเปรียบเที่ยบตัวเองกับคนอื่น  ถ้าคุณมักทำอย่างนั้นแปลว่าคุณกำลังดูถูกตัวเองอย่างแรง

“Your most unhappy customers are your greatest source of learning.”
เรียนรู้จากลูกค้าที่ทำให้คุณหมดหวังและไม่มีความสุขมากที่สุด  นั่นหล่ะ คือครูที่ดีที่สุด

“We all need people who will give us feedback. That’s how we improve.”
เราจะพัฒนาตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อเรายอมรับฟังคำตักเตือนและแนะนำของผู้อื่น

นี่เป็นเพียงข้อคิดดีๆบางส่วนที่เราอยากให้คุณกลับไปคิดและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่างตั้งใจไว้  และแน่นอนว่า การที่จะสำเร็จได้นั้น  ต้องเริ่มจาก “เริ่มทำ ตั้งแต่วันนี้” นะคะ 

กากกาแฟอย่าทิ้ง...ทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ได้

กากกาแฟ สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยในการปลูกต้นไม้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูง ไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ และโปรตีน ซึ่งพืชต้องนำไปใช้ในการเจริญเติบโต กากกาแฟยังมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และสารอย่างอื่นอีกเล็กน้อย ที่ช่วยเพิ่มพัฒนาการของพืช มีรายงานจากชาวสวนจำนวนมากว่า ดอกกุหลาบเจริญเติบโตได้ดี มีดอกใหญ่และให้สีสันสวยงามเมื่อใช้กากกาแฟเป็นปุ๋ย


วิธีการที่ 1 นำกากกาแฟหมักในน้ำชีวภาพประมาณ 7 วัน นำไปใช้เป็นปุ๋ยได้ทันที ช่วยปรับค่า pH ของดิน และช่วยทำให้ปุ๋ยทำงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการที่ 2 นำกากกาแฟผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ นำไปใช้เป็นปุ๋ยของต้นไม้ได้ดีมากใช้ได้กับต้นไม้ทุกชนิด ใช้เหมือนปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักทั่วไปโดยใส่สัปดาห์ละครั้ง

วิธีทำจุลินทรีย์แห้งด้วยกากกาแฟ ให้ผสม รำ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน กากกาแฟหรือเปลือกกาแฟจะดีกว่า 4 ส่วน ผสมด้วยจุลินทรีย์น้ำพอชื้น ๆ หมักไว้ 6-7 วันให้แห้งนำไปใช้ได้ ปลวกกับไส้เดือน อยู่คู่กัน เป็นตัวย่อย วัสดุ

วิธีใช้กากกาแฟแบบไม่หมัก

1. ใช้โรยรอบๆต้น แล้วรดน้ำตาม กากกาแฟจะค่อยๆ ปลดปล่อยปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นไม้

2. อาจใช้ผสมในกองปุ๋ยหมักจะเป็นการเพิ่มธาตุ ไนโตรเจนแก่กองปุ๋ยนั้น

3. อาจใช้ผสมน้ำทำปุ๋ยน้ำเจือ จางไว้รดต้นไม้ โดยใช้ กากกาแฟที่เปียกประมาณ ๑ กระป๋องนม ผสมน้ำ ๕ ลิตร รดตามต้นไม้ที่ชอบความเป็นกรด อย่างกุหลาบหรือไฮเดรนเยียนี้จะชอบมากๆ เลยค่ะ

4. กากกาแฟที่ได้มาเราจะนำมา วางตากแดดบนหนังสือพิมพ์ให้น้ำระเหยแห้งไปหมด จากนั้นก็นำมาใช้ผสมดินปลูกในกระถาง หรือผสมดินในแปลงปลูกผักโดยตรง ในอัตราส่วน กากกาแฟ 1 : ดินในสวน 3 ส่วน จะช่วยให้เนื้อดินร่วนซุยเก็บความชื้นไว้ได้ดี ระบายน้ำดี ที่สำคัญไส้เดือนชอบมากๆ

5. ใช้กากกาแฟกับเปลือกไข่โรยเป็นแนวรอบต้นไม้ไล่แมลงศัตรูพืช" จำพวกหอยทาก ได้ดี
กากกาแฟ ที่ตากแห้งแล้ว อย่าเก็บไว้แบบเปียกๆ เพราะขึ้นราง่ายมาก

ข้อมูล/ภาพ: Page เกษตรก้าวหน้า

สรุปหนังสือ The Psychology of Selling : Brian Tracy

สรุปหนังสือ The Psychology of Selling : Brian Tracy

สรุป The psychology of selling
The Psychology of Selling
Increase Your Sales Faster and Easier Than You Ever Thought Possible
by Brian Tracy

Abstract
-ทำไมเราควรจะทำอาชีพเซลล์?
ก็เพราะอาชีพนี้มีรายได้และความมั่นคงทางอาชีพสูง
เมื่อเราได้เรียนรู้ทักษะการขายแล้ว เราจะเอามันไปใช้ขายอะไรก็ได้
เซลล์ระดับสูงมีรายได้มากกว่าอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นหมอ ,ทนาย ,สถาปนิก

กฎ 80/20
เมื่อพูดถึงกฎพาเรโตในเรื่องการขายจะพบว่า เซลล์แมนที่อยู่ระดับ TOP 20% จะทำยอดขาย(และรายได้) 80%
และเซลล์แมน 80% ที่เหลือจะทำยอดขาย(และรายได้)
รวมกันได้แค่ 20% เท่านั้น และการที่ขึ้นจะเป็น TOP 20%
เราแค่พัฒนาเพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น ก็ทำให้รายได้เปลี่ยนแปลงมหาศาล
ข่าวดีก็คือทักษะที่จำเป็นในการเป็นเซลล์ที่เก่งกาจขึ้นไม่ได้ยากที่จะเรียนรู้ ทักษะที่ว่านั้นคือ
1.ค้นหาและแยกแยะความต้องการของลูกค้าที่มีศักยภาพ
2.เช็คคุณภาพของลูกค้าด้วยคำถามที่ถูกต้อง
3.นำเสนอสินค้าอย่างมีพลัง
4.ตอบสนองต่อข้อโต้แย้งของลูกค้าเพื่อชักจูงให้ได้มาซึ่งยอดขาย
5.ใช้หลากหลายวิธีในการ close sale
6.สะสม referrals ( การอ้างอิงจากลูกค้า) เพื่อเพิ่มยอดขาย

It begin in your mind
อย่างที่แรกที่ต้องจดจำไว้คือ การนิยามตัวเองมีความสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขายของเรา
การจำกัดความตัวเองเกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองในเรื่องต่าง ๆ ที่เอามามัดรวมกัน
มันคือการมองตัวเองในทุก ๆ เรื่องของชีวิต ความคาดหวังต่อตัวเองนั้นถือเป็นหัวใจ
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถทำรายได้มากหรือน้อยกว่า 10% ของความคาดหวังว่าเราจะทำได้
การที่จะเพิ่มยอดขายต้องขยายขอบเขตการจำกัดความตัวเอง
เพื่อไปปรับความคาดหวังให้มันสูงขึ้น ก่อนที่เราจะบรรลุเป้าหมายใหม่ทางการเงินในความจริง
เราต้องจินตนาการก่อนว่า”เราได้สำเร็จมันไปแล้ว”

ถ้าเรามีความรู้สึกดีต่อการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการขายมากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งทำให้เราสำเร็จมากเท่านั้น และเพื่อที่จะเพิ่มความนับถือตนเอง (self esteem)
ต้องพูดกับตัวเองโดยใช้คำที่ positive และกล่าว affirmation ทุก ๆ วัน
คนที่ประสบความสำเร็จจะคอยย้ำกับตัวเองอย่างมั่นใจตลอดเวลา
เช่น ฉันชอบตัวฉันเอง! ฉันเป็นคนเก่ง!
เมื่อทำไปเรื่อย ๆ self esteem จะค่อย ๆ พุ่งสูงขึ้น
และเมื่อมันสูงขึ้นพลังและทักษะต่าง ๆ ก็จะพัฒนาขึ้นไปตามนั้น

Sale impediment ( สิ่งที่ขัดขวางการขาย)
อุปสรรคหลัก 2 อย่างที่จะขัดขวางการขายนั่นคือ
ความกลัวต่อความล้มเหลว และความกลัวการถูกปฎิเสธ
การเจอปฎิเสธเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งในการรับมือกับมันเราต้องเข้าใจว่าเมื่อเราถูกปฎิเสธไม่ได้หมายความว่า
ลูกค้าปฎิเสธในตัวตนของเรา ความสามารถในการรับมือการปฎิเสธคือกุญแจหลักของความสำเร็จ
จากสถิติแล้ว ประมาณ 80% ของความสำเร็จในการขาย จะเกิดขึ้นเมื่อเรา close sell (หรือเจอลูกค้า) ไปแล้ว 5 ครั้ง

Goal setting ( การตั้งเป้าหมาย)
เราตั้งเป้าหมายของปี ,เดือน ,สัปดาห์ หรือแม้กระทั่งเป้าหมายในแต่ละวัน
หลังจากนั้นกำหนดสิ่งที่ต้องทำที่เป็นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
เขียนมันลงไปในกระดาษและท่องจำมันให้ฝังลงไปในจิตใต้สำนึก
สร้างภาพแห่งความสำเร็จไว้ในใจโดยการจินตนาการเห็นตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังไปได้สวย
หรือมองตัวเองในมุมที่เหมือนเป็นบุคคลที่สามมองตัวเราประสบความสำเร็จในการขายอยู่
ลองใช้วิธี “20 idea method” เขียนคำถามที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายการขาย
เช่น … เราจะทำยังไงเพื่อที่จะเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า ?
หลังจากนั้นเขียน 20 คำตอบที่เป็นไปได้ ลงไปในรูปแบบที่…
-เฉพาะตัวกับเรา
-เป็นไปในทางบวก
-เป็น present tense คือมีความเป็นปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น “ฉันโทรหาลูกค้าเพิ่ม 5 สายต่อ 1 วัน”

Why Buy ?
การตัดสินใจซื้อของลูกค้าจะมาจากอารมณ์ หลังจากนั้นลูกค้าหาเหตุผลในการซื้อมารองรับด้วยตรรกะ
2 แรงกระตุ้นสำคัญที่จะทำให้ลูกค้า เลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อ คือ desire for gain และ fear of loss
(ความปรารถนาที่จะมีมากขึ้น และความกลัวที่จะสูญเสีย )
ความปรารถนาเป็นไปเพื่อที่จะพัฒนาชีวิตไปในด้านใดด้านหนึ่ง
ส่วนความกลัวที่จะสูญเสีย จะส่งผลให้ลูกค้ากังวลที่จะตัดสินใจผิดพลาด
ซื้อสินค้าหรือบริการที่เค้าไม่ได้ต้องการ
การขายที่มีประสิทธิภาพสูงเกิดจาก”การวิเคราะห์ความต้องการ” (need analysis) อย่างถูกต้อง
โดยการถามเพื่อเปิดเผยความต้องการที่ปกปิดไว้
หลังจากนั้นก็โน้มน้าวว่า “จะไม่มีสินค้าไหนจะสามารถเติมเต็มความต้องการนั้นได้ดีกว่านี้”
ความต้องการของมนุษย์นั้นถูกกระตุ้นโดย
“เงิน, ความปลอดภัย ,การเป็นที่ชื่นชอบ ,สถานะภาพทางสังคม,สุขภาพที่ดี
,การถูกยกย่องและจดจำ, การได้เป็นผู้นำ , ความรัก , การเติบโต, พลังอำนาจและการเป็นที่รู้จัก”

คำถามปลายเปิด ที่มีโอกาสได้รับคำตอบมากกว่า yes หรือ no
เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้ลูกค้าพูดถึงตัวเองในระหว่างที่เราทำการวิเคราะห์ความต้องการ
ซึ่งคำถามปลายเปิดจะเริ่มจากคำเหล่านี้ อะไร ,ที่ไหน ,เมื่อไหร่ ,อย่างไร ,ใคร ,ทำไม หรืออันไหน
เมื่อเราถามลูกค้าเรากำลังสร้างบทสนทนาขึ้นมา
ประโยคที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการขายก็คือ
”จงใช้เวลาให้มากขึ้นกับลูกค้ามุ่งหวังที่ดีขึ้น”
ลองสังเกตวิธีการคัดกรองลูกค้าที่ top sale ของบริษัทใช้ แล้วเอามันมาฝึกฝนให้ชำนาญ
วันนี้เซลล์ต้องวางตัวเองให้เป็นที่ปรึกษา หรือแม้แต่ครู
เป็นเพื่อนที่พร้อมจะมอบวิธีแก้ไขปัญหาให้
ต้องจำไว้เสมอว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าไม่ได้ซื้อเครื่องมือ
เค้าซื้อประโยชน์จากเครื่องมือนั้นต่างหาก จำไว้ว่าขณะที่เรานำเสนอสินค้า
ในมุมของลูกค้านั้นจะถามอยู่ในใจเสมอว่า What ‘s in it for me ?
(ในสินค้านั้นมันมีประโยชน์อะไรกับชั้น) เมื่อได้รับคำตอบแล้ว จะมีอีก 4 คำถามตามมาก็คือ
-มันราคาเท่าไหร่ ?
-ผลที่จะได้ตามมาคืออะไร?
-เมื่อไหร่ที่จะได้รับผลนั้น ?
-คุณรับรองผลของข้อเสนอที่พูดมาหรือเปล่า?

Strategic Selling
การขายสินค้าหรือบริการเราต้องเข้าใจอย่างดีว่า
1.เรากำลังขายอะไร
2.ตลาดเป็นอย่างไร
3.คู่แข่งหน้าตาแบบไหน
ลอง List  10 คุณสมบัติที่น่าดึงดูดสำหรับลูกค้ามา
หลังจากนั้นลองกำหนดดูว่า ทำไมเค้าจะต้องซื้อมันจากเราด้วย(หรือจากบริษัทของเรา)
จำแนก  จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของสินค้า (unique selling proposition)
ลักษณะไหนของสินค้าที่จะแยกแยะของ ๆ เราออกจากคู่แข่งได้
4 องค์ประกอบสำคัญในกลยุทธการขาย ก็คือ
-Specialization กำหนดประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงของสินค้า
-Differentiation หาข้อแตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง (ราคา,คุณภาพหรือแม้แต่คุณลักษณะของตัวเซลล์)
-Segmentation  หากลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าเราจริง ๆ
-Concentration โฟกัสกับกลุ่มลูกค้าที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงมากที่สุด
ประเด็นสำคัญที่เราโทรติดต่อลูกค้า ก็เพื่อจะนัดหมาย”ไม่ใช่ขายของทางโทรศัพท์”
เริ่มบทสนทนาด้วยหมัดเด็ดที่จะทำให้ลูกค้าสนใจว่าสินค้าเราทำประโยชน์แบบนั้นให้เค้าได้ยังไง ?
และเมื่อเราอยู่กับลูกค้าที่มีศักยภาพ สองต่อสอง
เป้าหมายของเราคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากเรา สิ่งที่เราต้องแน่ใจก็คือ
1.เรามีเรื่องสำคัญพอที่จะพูด
2.เราพูดกับคนที่ถูกต้อง
3.การนัดหมายนั้นเค้าสะดวกพอที่จะฟังการนำเสนอจากเรา
4.แน่ใจว่าลูกค้ารู้ว่าจะไม่มีข้อผูกมัด(หรือบังคับ)ในการซื้อขายใด ๆ
5.บอกกับลูกค้าว่าเราจะไม่ใช่เทคนิคอะไรที่จะเป็นการบังคับให้ลูกค้าซื้อสินค้า

Overcoming Resistance (การเอาชนะแรงเสียดทาน)
การเจอกับแรงเสียดทานในการขายเป็นเรื่องปกติ
บอกกับลูกค้าว่าเราเข้าใจว่าคุณรู้สึกยังไง (ยังไม่มั่นใจ,ยังคิดว่าแพงเกินไป)
และตอบโต้ด้วยประโยคอย่างเช่น ลูกค้าคนอื่น ๆ (ในอุตสาหกรรมเดียวกัน) ก็รู้สึกแบบนี้ในครั้งแรกที่ผมติดต่อเข้าไป
แต่ตอนนี้เค้าได้เป็นลูกค้าทีดีที่สุดสำหรับเรา หลังจากนั้นค่อยยิงประโยชน์เด็ดของสินค้าเราเข้าไป

นอกจากนั้นเราสามารถลดแรงเสียดทาน (ทางด้านความน่าเชื่อถือ)
ได้โดยการใช้การอ้างอิงถึงลูกค้าที่พอใจสินค้าเรา
การรับรองหรือแนะนำจากลูกค้าที่พึงพอใจจะเป็นอาวุธในการขายที่สำคัญ

The Professional Persona
เค้าว่ากันว่าในการขายนั้น“สิ่งที่เราทำลงไปทุกอย่าง จะมีผลทั้งหมด”
ความประทับใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เซลล์ที่ประสบความสำเร็จจะทำตัวสบาย ๆ
แต่ก็ยังแสดงออกถึงความมั่นใจ ไม่เกร็งต่อหน้าลูกค้า
-แต่งตัวอย่างมืออาชีพ (ในความคิดผมต้องสอดคล้องกับการนำเสนอของเรา
ไปขายผักออแกนิค จะแต่งสูทผูกไทก็นะ?)
-ใช้ท่วงท่าที่มั่นใจและรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าทำอะไรลงไปบ้าง
-ใช้เสียงที่ชัดเจนและมีพลัง (อารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดถึงกัน)
-ใช้อุปกรณ์ในการนำเสนอที่จัดเตรียมมาอย่างดีและ”มีความน่าสนใจ”
-สุภาพต่อทุก ๆ คน (เราไม่รู้หรอกว่า ใครจะมีผลต่อการซื้อขายบ้าง)

Preferred Presentations
เมื่อเราเจอลูกค้าที่น่าสนใจแล้ว ลองเสนอประโยชน์ของสินค้าเพื่อดูว่าอันไหนจะเป็น
“hot button” (ประเด็นหลักที่กระตุ้นความสนใจของลูกค้าได้ดี)
เมื่อเจอจงโฟกัสไปตรงนั้น อธิบายผลลัพธ์ที่จับต้องได้
อาจจะมีตัวเลขกำกับเช่น 10%  ถ้าเป็นไปได้การันตีการคืนเงินหรือส่วนลดเกี่ยวกับผลการใช้สินค้า
โดยปกติแล้วลูกค้าจะต่อราคาก็ต่อเมื่อตกลงที่จะซื้อ พยายามดึงประเด็นเรื่องราคาไว้ตอนจบของการนำเสนอ

10 Keys to Success in Selling
  • ทำสิ่งที่คุณรัก ชอบในงานที่ทำ(ลองปรับทัศนคติต่อมัน ในเมื่อถ้าต้องทำก็ควรทำให้ดีที่สุด)
  • ตัดสินใจให้แน่ชัดว่าต้องการอะไร
  • ยึดถือเป้าหมายอย่างหนักแน่น
  • ปฎิญาณว่าจะพัฒนาตัวเองตลอดชีวิต
  • ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า จัดเรียงความสำคัญก่อน-หลังเสมอ
  • ศึกษาวิธีการและทดลองทำตามเซลล์ระดับท๊อปที่เก่งกว่า
  • คาแรคเตอร์คือทุกอย่าง จงเป็นตัวของตัวเอง
  • ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่คุณมีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด
  • ทำตามกฎทอง (golden rule of selling ) ปฎิบัติต่อลูกค้าให้เหมือนเสมอกัน
  • จ่ายสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จ และจ่ายจนกว่าจะสำเร็จ
Take aways
-ในเรื่องการขายกฎ 80/20 หมายถึง เซลล์แค่ 20% ที่ทำยอดขาย 80% ได้

-การกลายเป็น top sale 20% ก็แค่ทำบางสิ่งมากกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น

-ยิ่งเราเคารพตัวเองมากเท่าไหร่ มันจะสะท้อนออกมาที่ผลงานเท่านั้น

-คนเราตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ แต่มาหาเหตุผลรองรับด้วยตรรกะ

-การถามและตอบอย่างพิถีพิถันเป็นทางที่ดีที่สุด ในการประเมิน need ของลูกค้า และเอามาปรับแต่งการนำเสนอของเรา

– 4 ส่วนประกอบสำคัญในกลยุทธการขายก็คือ specialization ,differentiation ,segmentation ,concentration
(การทำให้พิเศษ,แตกต่าง,แยกแยะตามความต้องการลูกค้า และการโฟกัส)
สรุป 4 ส่วนประกอบนี้ได้ว่า : จงโฟกัสในการทำสินค้าที่มันพิเศษแตกต่างตามกลุ่มลูกค้า

-ทำลายแรงเสียดทานในการขายด้วย การอ้างอิงผลการใช้ , การการันตี

-ค้นหา hot button คือจุดที่จะกระตุ้นความสนใจของลูกค้า จากนั้นโฟกัสการนำเสนอไปตรงนั้น

-เซลล์ที่ประสบความสำเร็จใช้ the approach close หรือ demonstration close

#injextion time
#ทำไมไม่บอกกู … หมอกิม

เศรษฐีญี่ปุ่นยึดเชียงใหม่พักยาว"ฮอสปีก้าฯ"สบช่องทุ่ม1.3พันล้าน ลุยลองสเตย์แม่แตง

updated: 19 พ.ค. 2558 เวลา 09:00:58 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
กลุ่มทุนเชียงใหม่ทุ่ม 1.3 พันล้าน ผุดวิลล่า-คอนโดฯหรู "Hospica Villa" ย่านอำเภอแม่แตง รองรับตลาดลองสเตย์ ลุยเฟสแรกกลางปีนี้กว่า 100 ยูนิตรับได้ 300-500 คน เน้นเจาะชาวญี่ปุ่นกำลังซื้อสูง ระบุกลุ่มคอร์ปอเรท-บริษัทขนาดใหญ่สนใจเพียบกว่า 50% เผยเฟสสองเล็งลงทุนสร้างโรงแรม 5 ดาว วาดแผนเป็นโครงการพำนักระยะยาวให้บริการครบทุกด้าน

นายเฉลิมชาติ นครังกุล ประธานกรรมการ บริษัท ฮอสปีก้า ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นกลุ่มลองสเตย์ (การพำนักระยะยาว) ในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยพบว่ามีกลุ่มที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการราว 4,000 คน และที่เข้ามาพักอาศัยอย่างไม่เป็นทางการอีกราว 2,000 คน ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองกลุ่มนี้แล้วคาดว่ามีชาวญี่ปุ่นพักอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ไม่ต่ำกว่า 6,000 คนมีรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยค่าใช้จ่าย 300,000 บาทต่อคนต่อปี ทำให้เห็นศักยภาพทางธุรกิจที่จะรองรับตลาดกลุ่มนี้

ทั้งนี้ บริษัท ฮอสปีก้า ดีเวลลอปเม้นท์ฯซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มทุนท้องถิ่นเชียงใหม่และกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น ได้เตรียมลงทุนก่อสร้างโครงการ "Hospica Villa" บนเนื้อที่ 45 ไร่ ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับ 5 ดาวรองรับตลาดลองสเตย์กลุ่มญี่ปุ่นโดยเฉพาะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรกราวกลางปี 2558 นี้

สำหรับโครงการในเฟสแรกอยู่บนเนื้อที่ 11 ไร่ ประกอบด้วยบ้านพักในรูปแบบ วิลล่า 46 ยูนิต และคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ 60 ยูนิต มูลค่าการลงทุนราว 400 ล้านบาท สามารถรองรับกลุ่มลองสเตย์ได้ 300-500 คน ภายในโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกด้าน ทั้งศูนย์ดูแลสุขภาพที่จะมีแพทย์และพยาบาลอยู่ประจำ คลับเฮ้าส์ที่มีมาตรฐานสูงร้านอาหาร ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ สปา และส่วนบริการอื่นๆ คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2559

"โครงการ Hospica Villa มีความเด่นชัดคือ เป็นชุมชน (Community) เพื่อการพำนักระยะยาวสำหรับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เป็นสถานที่พักอาศัยที่มีความปลอดภัย สงบ มีความเป็นส่วนตัว อยู่ท่ามกลางธรรมชาติต้นไม้สีเขียว ติดแม่น้ำแตง มีรถรับ-ส่งเข้าออกเมือง ซึ่งมีระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 39 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีรถพยาบาลเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งมีกิจกรรมพาท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆอีกด้วย"


นายเฉลิมชาติกล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำตลาดด้วยการโรดโชว์โครงการในประเทศญี่ปุ่น กลุ่มเป้าหมายคือ บริษัทและกลุ่มคอร์ปอเรตขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริหารระดับสูงที่มีกำลังซื้อสูงทั้งที่ยังทำงานและเกษียณแล้ว ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางออกมาอยู่อาศัยระยะยาวในต่างประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่คือเป้าหมายหลักที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันเป็นอย่างดีและมีการบอกต่อกัน ล่าสุดมีชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจเกิน 50% ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด

สำหรับรูปแบบโครงการในส่วนของวิลล่าและคอนโดมิเนียม ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายหรือเช่า แต่เน้นการขายสมาชิก โดยคนที่จะเข้ามาพักอาศัยภายในโครงการจะต้องสมัครสมาชิกเท่านั้น และจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนรวมค่าอาหารทุกมื้อตามระยะเวลาที่เข้าพัก ซึ่งจากการสำรวจตลาดพบว่าความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลองสเตย์ชาวญี่ปุ่นนั้น ต้องการพักอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีความปลอดภัย สถานที่พักมีคุณภาพดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ สามารถใช้ชีวิต และพักผ่อนได้อย่างมีความสุข โดยกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่มีกำลังซื้อสูงต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูง และพร้อมที่จะจ่าย โดยแบ่งสัดส่วนสมาชิกที่เป็นบุคคล 60% และกลุ่มบริษัท-คอร์ปอเรต 40%

ขณะที่ในเฟสที่ 2 บริษัทมีแผนลงทุนสร้างโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ขนาด 60 ห้องขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มผู้ร่วมทุน

ทั้งนี้มองว่าโรงแรมจะเข้ามาเติมเต็มโครงการให้มีความสมบูรณ์เพื่อรองรับทั้งกลุ่มลองสเตย์ที่ต้องการมาทดลองอยู่ในระยะสั้นๆและกลุ่มบุคคลภายนอกทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติ

นายเฉลิมชาติกล่าวต่อว่า แนวโน้มของตลาดลองสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น หรือจากประเทศทางตะวันตกที่จะมาพำนักเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญคือ การออกวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีระยะเวลาเพียง 1 ปี และต้องรายงานตัวทุก 3 เดือน จึงมีข้อเสนอว่าควรขยายเวลาการออกวีซ่าจาก 1 ปี เป็น 5 ปี และขยายการรายงานตัวจาก 3 เดือน เป็น 1 ปี เพื่อส่งเสริมนโยบายการเป็นพื้นที่การพำนักระยะยาวของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีการขยายตัวขึ้นและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย ที่ให้วีซ่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในระยะเวลาถึง 10 ปี



นายเฉลิมชาติ นครังกุล ประธานกรรมการ บริษัท ฮอสปีก้า ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด


ชุมชน "แดนปลาดิบ" ห้วยแก้ว-ช้างคลาน-นิมมานฯ
จังหวัดเชียงใหม่ มีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มลองสเตย์ชาวญี่ปุ่นหลายประการ ด้วยเพราะมีจุดแข็งและจุดเด่นทางภูมิประเทศ บรรยากาศ ค่าครองชีพไม่แพง ที่สำคัญคือความมีน้ำใจของคนไทย วิถีชีวิตที่เรียบง่าย จึงทำให้คนญี่ปุ่นทั้งวัยทำงาน และผู้เกษียณอายุ เลือกที่จะมาอยู่อาศัยในเชียงใหม่กันมากขึ้น

ขณะที่ชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ก็เลือกที่จะพักอาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่เช่นกัน โดยใช้วิธีเดินทางไปกลับเชียงใหม่-ลำพูน รวมถึงเชียงใหม่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวแดนอาทิตย์อุทัย

ทั้งนี้ การขยายตัวของ "ชุมชนชาวญี่ปุ่น" ในเชียงใหม่ในปัจจุบัน มีการขยายตัวไปตามถนนหลายเส้น โดยมีโครงการที่พักอาศัยและธุรกิจบริการลงทุนรองรับจำนวนมาก

ที่ผ่านมาชาวญี่ปุ่นจะนิยมเลือกพักอาศัย และใช้ชีวิตทั้งในย่านถนน "ห้วยแก้ว"และ "นิมมานเหมินท์" เป็นทำเลต้น ๆ ของเชียงใหม่ เพราะมีการลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์รองรับ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม อีกทั้งยังมีแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่และทันสมัยหลายแห่ง และมีโรงพยาบาลที่ทันสมัยรองรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ 3-4 ร้าน ร้านกาแฟ ฯลฯ

ขณะที่ "ถนนช้างคลาน" นับเป็นอีกย่านหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นเลือกเป็นที่พักอาศัย โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ประเภทคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นจำนวนมาก รวมถึงเป็นทำเลท่องเที่ยวยอดนิยมของเชียงใหม่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่มาก นับเป็นทำเลใจกลางเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของเชียงใหม่

Creating a home automation system! by Mjtrinihobby

Picture of Creating a home automation system! Here is how I automated my Home. I needed a means to;

- manage my solar power system including the ability to switch to/from utility supply should I need it.
- manage the food and water to my three doggies.
- control the outside lights.
- provide metering for the power consumption within the home.
- remotely control/monitor the home.
- Provide voice annunciation for key events (yes I love having my home talk to me like a person).
- a couple other functions.

Now I simply don't have the time or energy to learn how to use those awesome arduino, raspberry pi, Micro controllers etc. Those are for extreme minds (respect!). I can't wrap my head around those things.

So, how did I automate my home? Read on for my solution!

Step 1: The labjack u3 hv!

This USB digital acquisition board is the cornerstone to my home automation needs! It is supported in Windows and several software packages support it!

I got this from Amazon for approximately 130usd.

It has digital I/O, analog I/O, counters, timers, The CB15 extension board brings out more IO from a labjack u3. A single labjack u3 hv has proven sufficient for all my automation needs.

The wiring is straight forward. I used shielded cat5e cables for noise reduction. All the 0VDC busses are tied to the GND terminals of the labjack u3 (I used the shield of the cat5e cables as the 0VDC lines).

Any switches (pushbutton or momentary) I wired between a digital input and GND. When a switch (NO) is physically actuated, the logic input for the digital input goes to FALSE.


To have this beauty working i used a Windows pc (the more energy efficient the better), the driver from the labjack website and a software suite to create the program for decision making.

Read these instructables concerning the actual pc I had used to automate the home.

http://m.instructables.com/id/Undervolt-an-amd-1090t-6-core-cpu-to-save-power/

http://m.instructables.com/id/Efficient-solar-atx-power-supply/

I housed the labjack u3 and other components within a wall mounted ABS enclosure. Here's the instructable on how I did that:

http://www.instructables.com/id/Unified-communication-and-automation-cabinet/

เปิดสมุดปกแดงของ facebook คู่มือต้อนรับพนังานใหม่ในวันแรกเข้า

ในวันแรกของการทำงานที่ Facebook พนักงานทุกคนจะได้หนังสือปกแดงเล่มหนึ่งเป็นการต้อนรับ ซึ่งมันจะเต็มไปด้วยประโยคเท่ๆ เกี่ยวกับที่มาที่ไปของ Facebook โดยมันจะถูกวางไว้บนโต๊ะ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่ Facebook มีผู้ใช้งานแตะ 1 พันล้านคน 
ภาพของหนังสือที่อยู่ในบทความนี้ไม่เคยได้รับการเปิดเผยในอินเทอร์เน็ตมาก่อน แต่ Ben Barry อดีตพนักงานของ Facebook ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ได้โพสต์ภาพบางส่วนเอาไว้ในบล็อกของบริษัทตัวเอง
1
Ben Barry และ Everett Katigbak เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Analog Research Lab ของ Facebook โดยที่ Barry มีชื่อเสียงในเรื่องการสร้างแบรนด์สำหรับองค์กร และภายในบริษัทจะรู้กันว่าเขาคือ “หัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ”
2
จากข้อมูลของ Fast Company ระบุว่าใครก็ตามที่อยากจะใช้ห้องแล็บในการจัดพิมพ์อะไรสักอย่างก็สามารถทำได้ และแล็บนี้ก็มักจะถูกใช้ในการสอนให้พนักงานรู้จักเทคโนโลยีการพิมพ์ของจริง
ที่มาที่ไปของสมุดปกแดงเหล่านี้เริ่มมาจากการที่ Barry พบว่า Facebook มีปัญหาในการอธิบายพันธกิจ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมขององค์กร ให้กับพนักงานใหม่ฟัง และมันก็มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากที่คนในองค์กรพูดถึง บางครั้งก็เล่าให้กันและกันฟังในอีเมล ในกลุ่มสนทนา และแบบส่วนตัว
3
ดูเหมือนว่าข้อมูลเหล่านั้นจะลอยกระจัดกระจายอยู่ในอากาศทั่วออฟฟิศของ Facebook และสำหรัยพนักงานใหม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเจอ สิ่งที่ Barryทำก็คือ รวบรวมให้มันมาอยู่ในที่เดียวกัน
อย่างไรก็ตาม Facebook ไม่ได้ทำ “สมุดปกแดง” ขึ้นมาเป็นเจ้าแรก หากแต่เป็น “เหมาเจ๋อตุง” ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ที่จัดพิมพ์หนังสือขึ้นมาเพื่อรวบรวมแนวคิด วิสัยทัศน์ของท่านประธานเหมา ผู้เขียนก็ไม่ใช่ใคร ตัวเขาเองนั่นแหละ
4
สำหรับสมุดปกแดงในเวอร์ชั่นของ Facebook จะมีความน่าสนใจตรงที่เป็นการแสดงให้เห็นวัฒนธรรมภายในองค์การ น่าเสียดายที่ Barry ไม่ได้อัปโหลดหนังสือปกแดงทั้งเล่มขึ้นมาไว้บนบล็อกของเขา เพราะเขาบอกว่า ทางเดียวที่คุณจะได้เห็นหนังสือเล่มนี้แบบเต็มๆ ก็คือ การได้ทำงานที่ Facebook
ที่มา : The Next Web

สรุปหนังสือ MAXIMUM ACHEIVEMENT : Brian Tracy

Maximum Achievement
Strategies and Skills That Will Unlock Your Hidden Powers to Succeed

MAKE YOUR LIFE A MASTERPIECE
7 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ
1.Peace of mind ความสงบของใจ ถ้าเรามีความสงบในใจ อะไรก็เป็นไปได้เสมอ
2.Health and energy สุขภาพและพลังกาย ถึงจะเป็นคนที่ร่ำรวยแค่ไหน ก็ควรมีสุขภาพดีมากกว่าเงินสดอยู่ดี
3.Loving relationships :คนที่มีความสุข จะแวดล้อมด้วยความรัก ไม่ว่าจะจากครอบครัวหรือเพื่อน
4.Financial freedom เป้าหมายที่ควรจะตั้งไว้ก็คือ มีเงินให้มากพอที่จะไม่ต้องกังวลถึงมันอีก
5.Worthy goals and ideas  ตั้งเป้าหมายที่มีคุณค่า ถ้าเราไม่มีเป้าหมายอะไร ชีวิตก็แค่ขยับอยู่แต่กับที่
6.Self knowledge & awareness คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณเป็นใคร แยกให้ออกว่าเราต่างจากคนอื่นยังไง
7.Personal fulfillment ทุกอย่างในชีวิตเป็นอย่างที่ต้องการหรือเปล่า เราได้กำหนดฝันด้วยตัวเองใช่ไหม

THE SEVEN LAW OF MENTAL MASTERY
ยอมรับความจริงข้อนี้ ชีวิตเป็นเรื่องยาก ก้าวผ่านมันไปอย่างรวดเร็ว หยุดถึงข้อจำกัดในชีวิต ทุกฝันสามารถเป็นจริงได้
1.The law of control ถ้าเราได้ควบคุมชีวิตตัวเองเต็มที่ เราก็จะอึดอัดเพราะคนอื่นน้อยลง
2.The law of cause and effect ถ้าความคิดเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ชีวิตก็จะเปลี่ยนตามแน่นอน
3.The law of belief จงคิดอย่างผู้ชนะ ถ้าเราคิดว่าเป็นคนขี้แพ้ ก็จะไม่มีวันชนะตลอดกาล
4.The law of expectation ชีวิตของเราจะเป็นยังไงขึ้นกับคำทำนายของตัวเอง
เมื่อเราคาดคิดสิ่งดีจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดตามนั้น
5.The law of attraction ทุกคนอยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่เต็มไปด้วยความสุข จงเป็นคนที่น่าดึงดูด
6.The law of correspondence ถ้าภายในเรารู้สึกดี ชีวิตภายนอกเราก็จะเป็นไปตามนั้นเช่นกัน
โลกข้างนอกจะเปลี่ยนตามข้างใน
7.The law of mental equivalency ไม่ว่าตอนนี้เรากำลังคิดว่าโลกนั้นดีหรือเลวร้ายอยู่
มันก็จะเป็นไปแบบนั้น ความคิดของเราจะเป็นตัวกำหนด”ความจริง”

THE MASTER PROGRAM
ทัศนคติแบบ positive  จะเปลี่ยนทุก ๆ อย่างไปทาง positive ทัศนคติคือวิธีการมองสิ่ง ๆ นั้น
การจำกัดความตัวเอง (self concept) คือการควบคุมความเชื่อ ซึ่งไปกำหนดความคาดหวังอีกที
ลองเช็คดูว่าการจำกัดความตัวเองของเรากำลังสนับสนุนหรือถ่วงเราอยู่
และเพื่อที่จะพัฒนามันไม่สำคัญว่าตอนนี้เราจะเป็นแบบไหน
จงมองตัวเองในแบบที่เราอยากเป็นในอนาคต  ( self-ideal )
ลองนึกภาพดูว่าเราอยากจะเป็นใคร? เช็คดูว่าเรามองและรู้สึกกับตัวเองไปในทาง positive หรือเปล่า

ถ้าจะเปลี่ยนการจำกัดความตัวเองในแง่ negative จงไล่มันออกไปด้วย positive
เปลี่ยนตัวเองโดยการเปลี่ยนความคิด ปรับความคิดให้เป็น positive ติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน
คิดแต่สิ่งดี ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอง มองตัวเองอย่างผู้ชนะ และแสดงในแบบนั้น
การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นเรื่องง่ายถ้าความคิดเราเปลี่ยนไปแล้ว

THE MASTER MIND
พลังจิตของเราสามารถเปิดประตูได้ทุกบาน ถ้าพร้อมที่จะปลดล็อคพลังนั้นแล้ว
อันดับแรกต้องโฟกัสไปในสิ่งที่เราอยากจะสำเร็จ
วางความคิดลงบนเป้าหมายนั้น และคิดถึงมันทั้งวัน
อย่าปล่อยให้ความคิดลบ ๆ เข้ามาในสมอง ถ้าจุดประสงค์ชัดเจนหนทางก็จะปรากฏออกมาเอง
ความคิดสามารถบรรจุความรู้สึกได้แค่ชนิดเดียว “ไม่บวกก็ลบ”
ถ้าเราพบว่ากำลังคิดลบกับปัญหาอยู่จงหยุด แล้วไปคิดวิธีการแก้ไขปัญหาแทน
โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้

Dr. Coué พบว่าผู้ป่วยที่สามารถฟื้นจากอาการป่วยได้ดีกว่าผู้ป่วยคนอื่น  จากการใช้ positive thinking
เค้าท่องคาถานี้ทุกวัน “ร่างกายของชั้นมันกำลังดีขึ้น ๆ ทุกวัน ในทุก ๆ ทาง”
นอกจากนั้นหมอกับพยาบาลที่ดูแลเองก็ช่วยคอนเฟิร์มความเชื่อนั้น
ด้วยการบอกกับคนไข้ทุก ๆ วัน ว่า “คุณกำลังจะดีขึ้น ทุกๆ วัน ในทุก ๆ ทาง”
อาจจะดูไร้สาระแต่มันเวิร์ค แค่ความคิดบวกเล็กน้อยก็เพียงพอต่อการสร้างปาฎิหารย์แล้ว

THE MASTER SKILL
เศรษฐีวงการน้ำมันที่ชื่อ H.L.Hunt สามารถกลับมาเป็นร่ำรวยเป็นพันล้านจากที่เคยล้มละลายได้
เพราะ Hunt ได้ทำตามสูตรของความสำเร็จที่เรียบง่าย
อันดับแรก ตัดสินใจอย่างแน่ชัดว่าเราต้องการอะไร? คนส่วนมากไม่เคยทำแบบนั้นอันดับที่สอง
กำหนดสิ่งที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อมัน ตอนนี้เรามีเป้าหมายหรือยัง
ถ้ายัง จงตั้งมันด้วยความเชื่อ แล้วมันจะเป็นจริง
และเพื่อบรรลุเป้าหมายที่คุณตั้งจงทำตาม 12 ขั้นตอนนี้
1.Develop desire
จงเช็คให้แน่ใจว่ากำลังไล่ตามสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ

2.Develop belief
พัฒนาความเชื่อว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้

3.Write it down
เขียนแผนที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้โดยละเอียด

4.List the benefits ใน furnace of achievement
เป้าหมายนั้นคือพลังงาน
จดประโยชน์ที่จะได้รับออกมา จากการบรรลุเป้าหมายนั้น

5.Analyze your starting point
วิเคราะห์ว่าเราอยู่ตรงไหน เมื่อเรารู้จุดเริ่มต้นเราจะรู้ว่าไปได้ถึงไหนแล้ว

6.Set a deadline
เป้าหมายคือความฝันที่มีกำหนดของเวลา

7.Make a list of all obstacles
ลิสต์อุปสรรคที่อาจจต้องเจอ จงเตรียมตัวให้ดี

8.Identify needed information
วินิจฉัยสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ ทักษะ
ความสามารถที่ต้องพัฒนาเพื่อให้คู่ควรกับเป้าหมาย

9.List the people whose help you will need
ลิสต์รายชื่อคนที่สามารถช่วยเราได้
และตัดสินใจว่าจะตอบแทนเค้ายังไง ไม่มีใครทำโดยไม่ได้อะไรตอบแทน

10.Make a plan
คุณต้องมีพิมพ์เขียวในการสร้างบ้าน
คุณต้องมีแผนการที่จะคอยเช็คสิ่งที่จะต้องทำ
ปรับแต่งตามความสำคัญกับเวลาที่มี

11.Use visualization
นึกภาพตัวเราที่ได้สำเร็จตามเป้าหมาย จนมันฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก

12.Never give up
อย่ายอมแพ้ อย่าหนีอุปสรรค ทุกอย่างที่มีค่าไม่ได้มาง่ายดายอยู่แล้ว

MORE MENTAL MASTERY
นำ superconscious mind มาใช้ โดยการสั่งการจิตอย่างชัดเจน
ด้วยประโยคที่เป็น positive และเด็ดเดี่ยวเช่น
“ชั้นจะลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมภายในปีนี้”
เมื่อเราพูดแบบนี้ซ้ำ ๆ จะเกิด mental switch ใน superconscious mind
จงเชื่อในพลังนี้ อย่าได้สงสัยมัน

ลองทดลองแบบนี้ครับ หลับตา..อย่าคิดอะไรทั้งนั้น
เมื่อความคิดเราเข้าสู่ความว่างเปล่า ลองสั่งตัวเองให้”อย่าคิดถึงกระต่ายสีขาว.
จะพบว่าเราทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เราพยายามจะไม่คิดถึงมัน
แต่มันก็เข้ามาในหัว ข้ออ้างที่คนส่วนมากมักใช้ก็คือชั้นไม่มีเงินมากพอ
ชั้นมันการศึกษาต่ำ ชั้นมีหนี้สินเยอะ ชั้นยังไม่พร้อมที่จะก้าวต่อไป
ความคิดลบ ๆ พวกนี้จะปกปิดพลัง superconscious mind
เราไม่สามารถใช้พลังนี้ได้จนกว่าเราจะรับผิดชอบต่อตัวเอง
ระวังอารมณ์ร้าย ๆ โกรธ หงุดหงิด กลัว ต่อต้าน รู้สึกผิด
อารมณ์เหล่านี้เป็นผู้ร้าย ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ มันจะเอาชีวิตเราไป
จงใช้ Law of substitution เมื่ออารมณ์ลบ ๆ เหล่านี้โผล่ขึ้นมาทดแทนมันด้วย positive
“ชั้นจะรับผิดชอบสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชั้น”
อย่าปล่อยให้อารมณ์ลบ ๆ พวกนั้นฉุดเรา
เราสามารถฟื้นฟูจิตใจด้วยกำลังใจของเราการซื่อสัตย์ต่อตัวเองได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใคร
จงยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน
จำเอาไว้ว่าถ้าเรารับผิดชอบมันเราจะควบคุมมันได้
ถึงแม้ว่าในวัยเด็กอาจเลวร้ายแต่เราจะอยู่กับมันไปตลอดหรือเปล่า
ถ้าเป็นแบบนี้มันจะมีอะไรดีขึ้น ถึงแม้พ่อแม่จะไม่รักเราก็รักตัวเองได้อยู่ดี
ไม่ว่ายังไงก็ตาม”จงรับผิดชอบชีวิตตัวเอง”

STRESS
ความเครียดเป็นปัญหาใหญ่ มันมีสาเหตุใหญ่ ๆ จาก 7 ข้อนี้
1.Worry การกังวลเป็นปัญหาเกี่ยวกับการไม่ตัดสินใจ มันค่อยบั่นทอนสุขภาพจิตเรา
วิธีการรับมือก็คือ
1.เขียนสิ่งที่เรากังวล
2.คิดถึงสิ่งแย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้
3.ยอมรับมันถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง ๆ
4.Minimax หาวิธีที่จะทำให้สิ่งที่แย่ที่สุดเบาบางลง

2.Meaning หาจุดประสงค์ที่แท้จริง ความหมายของสิ่งที่เราทำอยู่
3.Incomplete action การผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้เราหงุดหงิดกระวนกระวาย จงจบสิ่งที่เราเริ่มไว้
4.Fear of failure เรามักกลัวความล้มเหลวมาจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อเกิดความกลัวขึ้น
จงพูดกับตัวเองว่า ชั้นทำได้ แล้วเผชิญหน้ากับมัน
5.Rejection เราไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครในการก้าวต่อไปข้างหน้า
คำปฎิเสธก็แค่คำปฎิเสธ
6.Denial เราต้องยอมรับว่าความจริงบางทีก็ไม่ได้น่าพอใจนัก แต่มันก็ต้องเกิดอยู่ดี
7.Anger ในบรรดาอารมณ์ทางลบ โกรธนั้นรุนแรงที่สุด ควบคุมความโกรธ
โดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกรธ จงตั้งความสงบในจิตใจเป็นเป้าหมายสำคัญ

HUMAN RELATIONSHIPS
ความฉลาดทางสังคม คือความสามารถในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้คนอื่นรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเค้าเอง
ใส่ใจคนอื่น ชื่นชม เห็นด้วยกับเค้า ยิ้มให้ กตัญญู เป็นผู้ฟังที่ดี
ตัดสินใจที่จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อผู้อื่น สิ่งที่สำคัญที่สุด จงแสดงความรักต่อคนรอบตัวเสมอ

TAKE AWAYS
-ถึงแม้ชีวิตจะเป็นเรื่องยาก แต่บ่นไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ยอมรับและก้าวต่อไป
-กฎสำคัญข้อแรกคือ ทั้งสุขภาพกายและจิต ควบคุมชีวิตเรา
-เราเป็นผู้สั่งการโชคชะตา ชีวิตจะดีหรือร้ายก็ขึ้นกับว่า “เราสร้างมันมายังไง?”
-กำแพงที่กีดขวางเรา สร้างขึ้นจากข้างในไม่ใช่ภายนอก
-การจำกัดความตัวเอง กำหนดว่าเราเป็นใครและสิ่งที่เราจะพิชิตได้
-พลังจิตของเรามีไม่จำกัด เลือกใช้มันเฉพาะในเรื่องที่ต้องการ
-จงเลือกที่จะ positive ทดแทน negative
-คุณไม่สามารถพิชิตเป้าใดๆ ถ้าเราไม่ได้ตั้งมันตั้งแต่แรก
-เป็นคนที่น่าเข้าหา ด้วยการคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ

#injextion time
#ทำไมไม่บอกกู … หมอกิม