วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

การจากไปของพ่อ.. มรดกหนี้ 40 ล้าน.. เเบงค์ฟ้องยึดที่ 4 แห่ง.. เเละการตัดสินใจของเเม่.. by นักเป่าขลุ่ย 18 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:29 น.

“เราเหลือกันเเค่นี้นะลูก”  คำพูดของเเม่ผมขณะขับรถกลับบ้านหลังงานศพพ่อ (3ปีก่อน)

“ก็จะให้ทำยังไง งานมันยังไม่เสร็จ” พ่อบ่นเเม่ขณะนั้งตรวจเอกสารบนเตียงผู้ป่วยห้อง ICU โรงพยาบาลกรุงเทพ (4ปีก่อน) 

“ยังไงเราก็ต้องปล่อยบ้านให้เขายึดไปนะลูก” เเม่พูดขนาดนั้งอยู่ในออฟฟิต กับเอกสารหนี้ทั้งหมด (2ปีก่อน)

“เอาวะ! ทนอีกซัก 10 ปี รอให้เอ็งโตก่อน ป๊าค่อยวางมือ” พ่อผมพูด ขณะขับรถเขาออฟฟิตก่อนเสียชีวิตประมาณครึ่งปี (4ปีก่อน)


ย้อยไปเมื่อ 3 ปีก่อน.....
ผมเคยมาตั้งกระทู้ครั้งนึงเพราะไม่รู้จะเเก้ไขเรื่องราวต่างๆได้อย่างไร  พ่อผมขยายธุรกิจ กู้เเบงค์กว่า 40 ล้าน ขณะที่ทรัพยากรบุคคลยังไม่พร้อม เศษรฐกิจที่ซบเซ้าลง เเละสุขภาพ 

พ่อผมเป็นคนชอบคิด ชอบทำงาน เราเคยมีเงินเก็บหลายล้านจากการขายของเก่าบ้าง กระดาษบ้าง พลาสติกบ้าง ก่อนเเบงค์จะเข้ามาเสนอการลงทุนเเละสร้างโรงงานผลิตเอง 

สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ เศษรฐกิจค่อยๆชลอตัวลงเรื่อยๆ  งานทางบ้านผมเป็นตัวดูฐานเศษรฐกิจได้เป็นอย่างดีเนื่องจากทำงานด้าน packaging เป็นหลัก

กิจการที่บ้านมาสะดุดตอนที่พ่อผมโดนโกงหลายล้าน เเละเป็นเวลาที่พ่อผมป่วยด้วย ใช้เงินรักษาไปหลายล้าน สุดท้ายท่านก็เสียชีวิตลงเมื่อ 3 ปีก่อนด้วยโรคตับ  

หลังจากพ่อเสีย ผมเพิ่มมารู้ว่าที่บ้านมีหนี้กว่า 40 ล้าน!! 

ตอนนั้นมึนไปหมด เพราะที่บ้านต้องเเบกรับหนี้กว่า 40 ล้านบาท กับการขาดทุนกว่า 400,000 บาทต่อเดือน ผมยังเรียนไม่จบ เเละเเม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องงานที่ทำดีพอ 

ตอนนั้นเราเเย่กันมาก ผมกะจะ drop เรียนจากมหาลัยมาช่วยงานที่บ้าน เเต่เเม่ไม่ให้ เราทะเลาะกันบ้างตอนนั้น เเต่ผมพยายามจะสงบที่สุด เพราะไม่อยากให้เเม่เสียใจมากไปกว่านี้ เพราะตั้งเเต่พ่อเสีย เเม่ก็ต้องรับปัญหาทุกอย่างเองคนเดียวทั้งหมด..

        ผมขอเกรินไว้เท่านี้นะครับ กับงานที่ทำ คราวนี้ขอกล่าวเกี่ยวกับ เหตุการณ์หลังจากนี้ว่าที่บ้านผมผ่านวิกฤตมาอย่างไร 

เราคุยกัน 1 เรื่อง ว่าเราจะสู้ต่อหรือทิ้งทุกอย่าง เเม่เลือกลุยต่อ ผมก็เลือกทางนี้เช่นเดียวกัน (เเม้จะยังไม่เห็นหนทางออกใดๆเลย) เท่ากับว่าเราเลือกตรงกัน

ตอนนั้นผมขอบวชให้พ่อ หลังจากที่พ่อผมเสีย ผมบวช 1 เดือนเป็นนาค 1 เดือน เท่ากับ 2 เดือน 

เเม่ผมไปติดต่อกับเเบงค์ขอหยุดผ่อนก่อน เพราะยังไม่ไหวพร้อมกับเล่าปัญหาต่างๆให้เเบงค์ฟัง เเต่เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรเลย เเถวยังขู่อีกว่าถ้าจ่ายไม่ได้ก็จะต้องยึดที่อีก ยังไงคือก็ต้องจ่าย เเถมเเบงค์หาคนเตรียมซื้อที่โรงงานเราเเล้ว ถ้ารู้ว่าเราผ่อนไม่ไหว  ตอนนั้นผมยังไม่รู้ เพราะบวชอยู่ มารู้ทีหลัง รู้สึกว่าเรื่องนี้เเบงค์เเย่มากเกินไป เพราะที่บ้านผมโดยปัญหาเยอะมาก เจอคนโกง พ่อเสียชีวิต ธุรกิจกำลังเเย่ เเถมเจอคนเเบงค์เเเบบนี้อีก จริงๆเเบงค์น่าจะหาทางช่วยได้ เพราะเเบงค์รู้เรื่องการเงินเราดีอยู่เเล้ว เเถวมีความรู้เรื้องเงินดีกว่าด้วย เเต่สุดท้ายกับจะเอาเเต่กำไรอย่างเดียวเลย 

สิ่งที่เเม่ผมทำคือ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด งดจ่ายหนี้เเบงค์รายเดือนทุกอย่าง (ยอดรวม 4เเสน) เเถมไม่ออก ทำงานต่อไป ไม่มีเงินจ่าย ไม่ย้ายไปไหน ทำงานต่อไป เก็บเงินอย่างเดียว ในเมื่อคุยไม่รู้เรื่องก็ไม่คุย

จนเเบค์ต้องมาเคลียด้วย เเละนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรดหนี้ของบ้านผม สิ่งที่เเม่คิดคือ เราไม่มีเงินเเเล้ว เราต้องดึงเงินในมือคือมา cash flow สำคัญมาก เเม่ผมงดจ่ายหนี้ทุกอย่างหมด เเละเตรียมพร้อมบางอย่างไว้ เเม้จะเรื่องที่เสี่ยง เเต่มันจำเป็น เราไม่เหลือเงินในมือกันเลย

ตอนนั้นเเบงค์มาคุย เเละขอเคลียหนี้ เเม่ผมไม่คุยด้วย เเละดึงเรื่องยาวถึงศาล (ประเด็นคือยืดเวลาให้มากที่สุด ไหนๆก็ไหนๆเเล้ว เพื่อดึงเงินเก็บให้มากที่สุด ไว้สำหรับการต่อรอง)  

เราดึงเวลามาครึ่งปี ก็จบลงด้วยที่ศาลตัดสินว่าเราต้องจ่ายเงินเเบงค์คืนประมาณ 40 กว่าล้าน เเม่ผมเลยตัดสินใจปล่อยโรงงานทิ้ง 3 โรง เวนคืนให้เเบงค์ เเละปล่อยบ้านด้วย T T เท่ากับเราเหลือหนี้ประมาณ 20 กว่าล้าน  

** อีกประเด็นนึงที่ผมเกลียดเเบงค์นะคือ
(ตอนซื้อที่โรงงาน บ้านผมก็ซื้อที่จากเเบงค์นี้ เเบงค์ประเมินให้สินทรัพย์โดยรวมกว่า 15 ล้านบาท ขาย 17 ล้าน เเต่ตอนเวนคือเเบงค์กลับให้เเค่ 6 ล้านเป็นยอดปรดหนี้ไป  จริงๆผมเข้าใจเเบงค์นะว่าธุรกิจมันต้องมีกำไร เเต่ในช่วงที่บ้านผมไม่เหลืออะไรเลย เเบงค์กับไม่ช่วยอะไรซักอย่าง เเถมยังเอาเเต่ได้กับได้)

สุดท้ายเราเหลือเเค่ตัวโรงงานเล็กๆ สมัยพ่อผมเก็บของเก่าขาย (จริงๆก็ไม่เหลือครับ เป็นของเเบงค์ไปเเล้ว เเต่เราทำสัญญาผ่อนจ่ายต่อไป)  เเม่โอนเครื่องจักรงานทุกอย่างมาที่นี้หมด พร้อมกับปรับโครงสร้างงานใหม่หมด สิ่งที่เราทำคือ 
-ลดรายจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายลดจากรายจ่าย 4 เเสนต่อเดือน เหลือ 160,000 บาท
-ปรับโครงสร้างงานใหม่ทั้งหมด ส่งของให้เร็วขึ้น เพราะไม่มีพื้นที่ เหลือเเต่โรงงานเล็กๆ 
-ทิ้งลูกค้าที่ไม่มีกำไร หรือกำไรน้อยออกไปกว่า 40 รายเพราะกำลังผลิตมีน้อยลง
-ประคองลูกค้าเก่าที่สำคัญๆไว้

เท่ากับว่าเรากลับมาเริ่มต้นใหม่จากเงินที่ติดลบกว่า 20 ล้าน

ตอนนี้ผ่านไป 3 ปีเเล้วตั้งเเต่พ่อผมเสีย เราสามารถประคองธุรกิจได้อยู่ ขณะที่หนี้ลดลงมาเหลือ 10 กว่าล้าน 

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ เราโชคดีที่ตัดสินใจถูก เเละเราช่วยกันประคองกันตลอดเวลา ถึงเเม้ตอนนี้ยังคงมีหนี้อยู่กับ 10 ล้านเเละยังมีปัญหาอีกมากมาย เเต่ก็ถือว่าดีกว่าเเต่ก่อนมากเเล้ว

ช่วงหลังๆผมเห็นคนในพันทิปหลายรายที่ เครียดกับการขาดทุนในสภาวะเศษรฐกิจตอนนี้ และไม่รู้จะเเก้อย่างไร ผมเลยเขียนเรื่องราวของบ้านผมดู ไม่รู้จะมีประโยชน์หรือเปล่านะครับ 

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ
- สำหรับธุรกิจเเล้ว cash flow สำคัญมาก อย่างให้เงินขาดมือเด็ดขาด
- ถ้ารู้ว่าเดินเกมผิด ให้เปลี่ยนเเผนทันที เสียเบี้ยบางตัว ดีกว่าเสียหมากทั้งกระดาน 
- อย่าให้ credit ใครเกิน 3% จากยอดทุนจดทะเบียน  ผมเคยลองคำนวนดู พวกที่ดึง credit เกิน 5% สุดท้ายเป็นหนี้เสียกว่า 80% ครับ  (อย่ากลัวที่จะขอ statement มาดูลูกค้าก่อนจะให้ credit)
- การลดรายจ่าย (fixed cost) สำคัญกว่าการหารายได้ 
- พยายามลองเปิดตลาดใหม่ เราเป็นลูกค้าใคร ใช้สินค้าของใคร จำไว้ว่าเค้าก็เป็นลูกค้าเราได้เหมือนกัน 
- บุคคลากร คนมีฝีมือ กอดไว้ให้เเน่นๆ อย่าให้หนีไปไหน
- อย่าตัดราคาสินค้าตัวเองจนไม่มีกำไร ให้เสนอเงื่อนไขที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์เพิ่ม ในขณะที่กำไรเราเท่าเดิม (ลองดูครับ ถ้าจับจุดได้ คุณจะเปิดตลาดใหม่ได้อีกเยอะเลย)
- ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ ให้ตั้งเป้าหมายง่ายๆ ในเเต่ละวัน เเละทำมันให้สำเร็จ อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ (ถ้าวันนี้คุณยังมีหนี้อยู่ เเสดงว่าคุณได้ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมาอย่างโชคโชนเเล้ว)
- ข้อสุดท้ายที่จะชี้เเนะได้ คือ เที่ยวครับ ออกไปเที่ยวเลย ที่ไหนก็ได้ที่อยากไป การเที่ยวครั้งนึงเสียเงินไม่เยอะมากหรอก คุณขาดทุนมาเยอะเเล้ว ขาดทุนอีกนิดเพื่อตัวเองจะเป็นไรไป การออกไปเที่ยวมันจะทำให้เราได้ปลดปล่อยอะไรหลายๆอย่างออกไป ทางออกของปัญหามันจะมาตอนที่ใจเราผ่อนคลาย

แผ่นกระดาษพิมพ์ 3 มิติ เปล่งแสงได้ ใช้แทนหลอดไฟ

ไอดาโฮ: ทีมวิจัยของบริษัทโรฮินี (Rohini) ในสหรัฐ พัฒนาแผ่นกระดาษเคลือบหลอดไฟ LED ขนาดเล็กที่เปล่งแสงได้เมื่อกระแสไฟไหลผ่านไดโอด เรียกว่า “Lightpaper” ซึ่งผลิตจากระบบการพิมพ์ 3 มิติ สามารถนำไปใช้เป็นผนังห้องและดัดแปลงเป็นวัตถุรูปทรงใดก็ได้

นักวิจัยนำเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่กำลังได้รับความสนใจมาประยุกต์ใช้พัฒนาหลอดไฟ LED รูปแบบใหม่ที่บางที่สุดในโลก สามารถพิมพ์ออกมาได้และมีความยืดหยุ่น

ไม่จำเป็นต้องติดหลอดไฟเข้ากับแผงวงจรไฟฟ้าอีกต่อไป เพียงแค่พิมพ์หลอดไฟออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ใช้งานแทนวอลเปเปอร์ โลโก้รถ หรือแม้แต่สเก๊ตบอร์ดโดยติดแผ่นกระดาษนี้เข้าไปสามารถแปล่งแสงไฟออกมาได้เช่นเดียวกัน
LED

7 วิธีการ trade หุ้นในตลาดหุ้นให้ได้กำไร และ โอกาสขาดทุนเป็น 0

8/10/2556 เวลา ตีหนึ่งกว่าๆ ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านนะคะ พอดีว่า ไปทำธุรกิจที่ ตจว. มาค่ะ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของญาติผู้ใหญ่ คลื่นก็ไม่ดี wifi ไม่มี มีแต่ E ค่ะ เล่นลำบากมากกก แต่สัญญาค่ะ ว่าจะไล่ตอบคำถามทุกคำถามเลยจ้าาาา ขอเวลาอ่านก่อนนะคะ รวมถึง inbox ด้วยนะคะ มีข้อความเยอะมากๆค่ะ  ......เดี๋ยวไม่ต้องกังวลนะคะ จะตอบกลับทุกฉบับเลยค่ะ สัญญาจ้าาา 

พยายามคิดย้อนกลับไปช่วงต่างๆนะคะ รายละเอียดตกหล่นอย่าว่ากันนะคะ 

หลายวันมานี้ ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ดิฉันตัดสินใจที่จะ โพสข้อความลง pantip อีกครั้ง .... คงเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่านอยู่ไม่มากก็น้อยนะคะ  มีหลายท่าน inbox มาถามไถ่เยอะแยะเลยค่ะ มาปรึกษาก็เยอะ มาขอตามมาอยู่ด้วยก็มาก หลายคนคงคิดว่า เออ.... แม่นเนาะ เก่งเนาะ หรือ บังเอิญมากกว่า ....แต่ถึงแม้ท่านจะคิดเห็นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่า สิ่งที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ ....ไม่เลย ดิฉันไม่ได้เก่ง ดิฉันไม่ได้แม่นอะไรเลยค่ะ .... แต่สิ่งที่ดิฉันมีคือ เป็นคนยอมรับความจริง เป็นคนไม่ฝืน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่อายที่จะพลาดแล้วกลับลำ ไม่คิดว่ามันคือการสียหน้า เพราะแค่คิดว่า พลาดแล้วคือเสียหน้า ....คุณได้เสียหายแบบกู่ไม่กลับ อันนั้น แย่กว่า ....เพราะดิฉันคิดเสมอว่า มนุษย์นั้นไม่ใช่โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาให้พลาดไม่เป็น แต่ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์นี่หล่ะค่ะ คือ สิ่งมหัศจรรย์ เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกตั้งมาว่าต้องหันได้เพียงด้านเดียว แต่ ใน 1 นาที คุณสามารถหันซ้ายชำเลืองขวาได้ค่ะ ....

ในชีวิตการเป็นมาร์เก็ตติ้งของดิฉัน ตลอดจนมาถึงตำแหน่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาได้นั้น ดิฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย ผิดพลาดพลั้งเผลอ ล้มเจ็บมาเยอะค่ะ  แต่ท้ายที่สุด วันที่เราอดทนมันก็ออกผลให้เราได้ลิ้มรส ก็ต้องเรียกว่าครบรสหล่ะค่ะ  เอาเป็นว่า ตอนนี้ มีความสุขกับตรงนี้ก็พอเนาะ เดี๋ยวจะยาวไปมากกว่านี้ ทุกท่านจะเบื่อซะก่อน วันนี้ ดิฉันจะมาบอกเล่าเรื่องราว สนุกสนาน ขำ ๆ สบาย ๆ นะคะ ไม่เครียดค่ะ มาดูกันว่า 12 ปี กับการทำงานนั้นดิฉันเจอลุกค้าประเภทไหนบ้าง มีทั้ง success และ fail นะคะ มาดูกันว่า เป็นแบบไหนบ้าง  ช่วงแรกจะซีเรียสนิดนึงค่ะ ขอให้อดทนอ่านไปก่อน แล้วหลัง ๆ จะสนุก

Fail : ล้มเหลว ขาดทุน ด่าว่าตลาด โทษทุกสิ่งอย่างรอบตัว บางคนถึงขั้นลาขาดจากวงการเลยค่ะ

1. ไม่ขายไม่ขาดทุน เพราะเงินเย็น :  นานมาแล้ว ที่มีลุกค้าแบบนี้ ทุกวันนี้ บางคนเจ๊งจนเลิก บางคนเปลี่ยนพฤติกรรมได้  ..... ดิฉันมีลุกค้า 2 คน จริง ๆ แล้วมีมากกว่า 2 แต่ขอเล่าแค่นี้ แล้วคิดตามก็พอค่ะ ...ติด BANPU 800 บาท ช่วงน้ำท่วมดิฉันบอกลุกน้องว่า โทรหาลุกค้า แล้วบอกว่า 780 ให้ขายออกก่อน แล้วไปรอรับใหม่แถว 600 บาท อ่ะ ....โทรไปละปรากฏว่า เขาบอกว่า *** ไม่เป็นไรครับ เงินเย็นผมถือได้ ผมเชื่อมั่นในพื้นฐาน ..... พอลงมา 750 บอกให้ขายอีก ก็พูดคำเดิม ถือลงทุนครับ  680  บาท คราวนี้ ดิฉันโทรเองเลยค่ะหลังจากฟังเหตุผลจากเราแล้ว  เขาก็บอกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ค่าคอมหรอก คุณขอมาละกันจะให้เทรดเดือนเท่าไร ( ณ จุดนั้น อึ้งสิคะ ...ยอมรับอย่างเต็มศักดิ์ศรีค่ะ ว่า ค่าคอมน่ะก็อยากได้นะคะ แต่ อยากให้ลุกค้ารอดมากกว่า วันนั้น ด้วยความโมโห เลยวางสายหลังจากคุยกันไม่รู้เรื่อง ...เหนื่อย !!! ) ..... ส่วนอีกคน ติดที่ 804 บาท มั้งคะ จำไม่แม่น แต่ คนนี้ยอมทิ้งที่ 720 บาท  ต้องเรียกว่า พี่คนนี้เขา cut ทั้งน้ำตาค่ะ เพราะเข้าเนื้อเยอะ ถือตั้ง 5000 หุ้น เมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเขา แกหงุดหงิดอยู่พักใหญ่ หยุดเล่นเลย ไม่คุยกันนานมากกก แกบอกขอรักษาแผลใจ เพิ่งมาคุยกัน 2-3  เดือนก่อน ประกอบกับ แกมารับคืนBanpu 226 บาท ได้หุ้นมา 15,500  หุ้น เทียบกันทางบัญชี ไม่สนมูลค่าจริงตามตลาดนะคะ เท่ากับว่า คนนี้ เขาไม่ขาดทุน แต่กำไรมา 10,500 หุ้น แถม ขาย 310 บาทออก เขากลายเป็นกำไรเลยค่ะ   ….. ย้อนกลับมาที่ คนแรกกันก่อน เขาบอกเงินเย็น แต่พอลงมาไม่หยุดเลย เริ่มร้อนสิคะ ยิ่งร้อนใหญ่เลยเมื่อเห็น 300 บาท จนทุกวันนี้ แกถึงกับเอ่ยปากเลยว่า จะไม่ถือหุ้นมาราธอนอีกแล้ว ยิ่งซึมเศร้าไปใหญ่เมื่อเพือน ๆ เขากำไรหมดทุกคน ช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่แก ไม่ทำไรเลย  เห็นไหมคะ แบบนี้เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายค่ะ


2. ตอนหุ้นแดง ๆ เน่า ๆ นิ่ง ๆ  ชวนแล้วก็ไม่ซื้อ พอเห็นเขียว ๆ คันไม้คันมือ  : บ่อยครั้งค่ะ ที่ พอหุ้นตกหนัก ๆ มาก ๆ คนมักกลัวกัน ซึ่งก็ไม่แปลก ไม่ผิดปกติ ค่ะ และ มักจะชอบตลาดเขียว ๆ ก็เพราะ แบบนี้ไงคะ คนแบบนี้ไม่แปลกเพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้น ที่ไม่กล้ามองต่าง มองตรงกัน ....แบบนี้เข้าป่าไปเก็บเห็ด สายตาต่างจ้องมองไปทางเดียวกัน ไปเจอเห็นดอกเดียวกันแย่งกันจะเห็ดเละหล่ะค่ะ แต่อีกคน เขาคิดต่าง ฉีกเส้นทาง กล้าในจุดที่คนอื่นกลัวกัน มักจะเจอเห็ดกลุ่มใหญ่ นั่งเก็บจนล้นมือไปหมด เพราะไม่มีคนแย่ง กว่าคนจะมาเห็นเราหิ้วไปขายที่ตลาดได้เงินมาละ หรือ เอาไปทำกินก็อิ่มกันมาละ อ่ะ ....เข้าเรื่อง ค่ะ พอหุ้นที่ลงจนแช่ จน vol. แห้ง เหือด ก็ไม่ซื้อ เพราะผวา ตอนที่มันพากระโดดหน้าผา บางคนยังดามเฝือก ก็กลัว และท้ายที่สุดก็พลาดโอกาสดี ๆ ไป แล้ว มาพลาดที่สุดคือ มาซื้อตอนคนอื่นจะเป็นจังหวะขายสิคะ นั่นแหล่ะ ..... รับของค่ะ ก็เฝ้าดอยสูงไป  ระยะ นี้ ก็ปล่อยข่าวหล่ะคะ ออกข่าวดี ให้เชื่อ รายย่อยจึงเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจ

3.  ยึดมั่นถือมั่น : แต่หุ้นดันไม่มั่น กับเราค่ะ .... คือ เคสแบบนี้จะเจอคือ เขาบอกมา เพื่อนบอกมา เป้าเท่านี้ เสี่ยนี่จะลาก เป้าปลายปี แต่ เฮ้ย .... นี่เพิ่งต้นปีเองนะ อะไร ๆ ก็เปลี่ยนได้ แหม ....ไม่ได้บอกว่าห้ามมองระยะยาว การมองระยะยาวนั้น มันต้องมองผ่านงบค่ะ แล้วต่อจิ๊กซอว์เป็น ไม่ใช่ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ลอกการบ้านถ้าถูกก็รวย พอเขาพลาดก็เจ็บ พวกนี้หาปลากินเองไม่เป็นแต่อยากรวย !!! หรือ ประเภทเชื่อคนอื่นไม่เชื่อตัวเอง มากไปก็ไม่ดี หรือ เชื่อตัวเองมากไปก็แย่ ดังนั้น .....ตรงกลางเถอะค่ะ รับสารเขามาพิจารณาแล้วตัดสินใจทำไปเลย


ตั้งแต่ทำงานมา เฝ้ามองตลาดหุ้น เห็นลูกค้ามาทุกรูปแบบ ตั้งแต่เป็นเจ้ามือเอง ยันเป็นแมงเม่าให้เขาเอาไฟลนปีก เอาเป็นว่า จะยกตัวอย่างเป็นกรณีๆไปนะคะ เป็นวิธีที่คุณเองก็ทำได้ ตามมาเล้ยยย 

Successful :ประสบความสำเร็จ 

กระดานที่ 1 : เจ้าพ่อช่างเก็บ 
มีลูกค้ารายนึงค่ะ เป็นเจ้าธุรกิจ แกถือทนมากๆ ถือแล้วไม่ขาย ถือลงทุนจริงๆ คือเสียรอบออกจะบ่อยด้วยซ้ำ ดิฉันขี้เกียจคิดว่าถ้าแกทำรอบไปเนี่ย จะสามารถทำกำไรได้ขนาดนี้มะ ??? เพราะบางทีขายแล้วขายหมู แกบอกเองว่าแก ไม่มีเวลาดูดังนั้นจึงซื้อแล้วยาว ครั้งแรกที่แกเปิดพอร์ตคือช่วงปี 2549 มั้ง ราวๆนั้น จากนั้นแกซื้อหุ้นไป 3 ตัว มี banpu  ktb shin ตอนนี้เป็น intuch แกติด  banpu 167 ktb 12 บาท shin ราว ๆ 29 บาทมั้ง เหตุการณ์ อุ๋ย100 จุด ในปี 49 นั้น แกไม่ได้ซื้ออะไรเลยค่ะ เพราะอะไรก็ลืมละ แต่แกมาได้ถัว ktb 3.50 ตอน subprime จากนั้นก็เก็บมาเรื่ิอยนะคะ รวบรัดมาที่ แก happy มาก เพราะขาย banpu ราคาแถว 780 บาทค่ะ ขาย ktb 22 บาท ขาย shin หรือ intuch ที่ 75  บาท สรุป แกกำไรไป เกือบ 70 ล้านค่ะ ไม่คิดรวมปันผลนะคะ เอาแค่กำไรที่เห็นกับตาก็พอ --- ย้ำอีกทีนะคะ แกไม่มีเวลามานั่งเฝ้า แกหวงหุ้น แกดูกราฟไม่เป็น แกไม่อ่านบทวิเคราะห์ แต่แกมองจากความเป็นจริงใกล้ตัว แกบอกดิฉันอยู่ประโยคนึงว่า ขอบคุณนะที่ไม่เซ้าซี้ผม คือตอนนั้นบอกตรงๆว่า ดูแลลูกค้าก็หลายรายค่ะ เลย ไม่ได้โทรหาแกเลย จะนัดทานข้าวแค่ ปีละ 2 ครั้งเอง ก็รู้สึกผิดนะ ที่ส่งแค่ข่าว แต่ใส่ใจลูกค้าน้อยไป แต่พอมาคิดอีกที ถ้าไปกวนใจลูกค้ามากๆเข้า ไปคะยั้นคะยอเขาขายเขาอาจจะไม่ได้ 70 ล้านก็ได้ คิดบวก ++++ ... 

กระดานที่ 2 : รักเดียวใจเดียว + สายป่านยาว คนนี้เคยเล่าคร่าวๆละ กะบทความฉบับก่อนๆ คือ แกเล่นหุ้นเป็นอยู่ตัวเดียวทั้งพอร์ตมีตัวเดียว เคยเสนอแผนงานให้แกนะคะ ว่าลองผสมสัก 3 ตัวไหม ไว้ถ่วงดุลกัน จะได้ไม่เจ็บทีเดียว แต่แกยืนกรานว่า no ... เหตุมาจากการติดหุ้น คือ แกเล่าว่าสมัยก่อนฝากเพื่ิอนเล่น แล้วติดหุ้น เพื่อนก๋ไม่บอก หลังๆ มาแกเปิดพอร์ตเอง เลยโอนหุ้นออกมา ---- คนนี้แกพอมีเวลา ก็นั่งเฝ้า หุ้นตกๆแกก็ถัว ๆๆๆ แกถัวขนาดไหนนั้นหลายคนคงคิดไม่ออก เอาหล่ะเพื่อให้เห็นภาพ เช่นแกซื้อ bay ไม้แรกติด ถ้าลงมา 3 % ถัวอีก ว่าง่ายๆถัวตลอดเส้นทาง 5555 จากเริ่มติดแค่ 1 แสนหุ้น ลงถึงจุดดัชนีดีดกลับนี่ ถ้ารอบเล็กๆก็มี 500,000 หุ้นอ่ะ ถ้ารอบกลางๆ มี ราวๆ 1,500,000 หุ้น ถ้ารอบใหญ่ระดับ 200 จุดขึ้นนี่ราวๆ 3 ล้านหุ้น และเวลาดีดกลับทำกำไรนี่ ต่ำ ๆเลย 15% ค่ะ ทุกรอบ ย้ำนะคะทุกรอบ และหุ้นที่เล่นนั่น พื้นฐานระดับ AAA  แบบนี้ดิฉันจะเรียกแกว่า ...เฮียถัว ... ...^_^ คือถัวจนรวย ถัวแบบไม่กลัวเจ้งอ่ะ งานอดิเรกคือ บาคาล่า ที่ ปรอยเปรต !!! 

กระดานที่ 3 : เล่นแต่ของคุ้นเคย ค่ะตรงตัวเลย ไม่เล่นแตกแถว มีลูกค้าท่านนึง เล่นเป็นแต่ kbank advanc และ true ( ค่ะ คุณอ่านไม่ผิด เขาชอบเล่น true มาก และขอบอกไม่เคยพลาดเลย ) หลักการของแกง่ายมาก ไม่ไล่ ไม่คัน ไม่ง้อ ลงก็ซื้อ ไม่ลงก็ไม่เล่น และจังหวะเข้าซื้อคือ เมื่อหุ้นลดราคา 10% ต่อ cycle จะเข้าซื้อ รายนี้เงินแกมีจำกัดค่ะ เลยไม่ถัวกระจาย ก็จะเข้าจนเต็ม max แหละ จากนั้นถ้ามันลงอีกแกก็ถือรอไป รอจนได้ขายค่ะ ดวงดีจริงๆ คนนี้เป็นพนักงานการไฟฟ้า เริ่มจากเงินเก็บ 500,000 ผ่านไป 6 ปี เงินกำไรที่ไม่เคยถอนออกเลยงอกมาเป็น 3.7 ล้านละ 

กระดานที่ 4 : สะสมแบบเก็บเล็กผสมน้อย --- คนนี้มาเปิดพอร์ตตอนเรียนปี 4 สุดท้ายพอดี ก็มาเริ่มแคะกระปุกนะคะ มีเงินมา 80,000 บาท ก็มาแบบเงอะๆงะๆหล่ะค่ะ มี วอเรนต์ บัฟเฟต เป็น idol ก็ซื้อๆ ไป เกือบ 6 ตัว ปรากฎว่าติดทุกตัว เละทุกตัว ก็กลุ้มหนัก ไหนจะเงินค่าเรียน น้องคนนี้ก็รับงานเป็นติวเตอร์ และ งานอะไรหลายอย่างไม่รู้ค่ะ รู้แต่ว่าเขาจะมีเงินมาเก็บหุ้นทุกเดือน ๆละ 5000 -10000 บาท 1 ใน6 ตัวนั้น มีตัวนึงที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปค่ะ นั้นก็คือ cp-7 หรือ cpall นั่นเอง เขาเริ่มเข้าใจในการลงทุนมากขึ้น วันนั้นช่วงหวัดนก และตากใบ  ดิฉันเป็นมาร์เด็กเหมือนกัน เขาก็ขอคำปรึกษา เรื่องเก็บตัวไหน cut ตัวไหน ดิฉันบอกเขาว่าถ้าเก็บได้จะเก็บ vibha นอกนั้น ขายทิ้ง แต่ลูกค้าคนนี้ฉลาดและ เก่งกว่าดืฉันในตอนนั้น คือ เขาตัดสินใจถูกค่ะ ที่เก็บ cpall และ มีติด vibha มาด้วย ตอนนั้น รู้สึกพอร์ตเขาจะมูลค่าเหลือ ราวๆ 70,000 ค่ะ เป็น cpall ราว ๆ เท่าไรก็ลืม แต่เอาเป็นว่ามี cpall เยอะกว่า สมัยนั้น 7 บาท เขาเรียนจบก็เข้าทำงานก็เจียดเงินเดือนมาเก็บหุ้นทุกเดือน คราวนี้เก็บแต่ cpall โดด ๆเลย คือ จนทุนเฉลี่ยเป็น 9.50 มี 90,000 หุ้นค่ะ มาขายเอาตอน 30 บาท จากนั้น ดิฉันย้ายที่ทำงาน เขาตามมาเปิดพอร์ท และเทรดสไตส์เดิมๆคือ เก็บสะสม จนทุกวันนี้ ผ่านมา 10 ปี นับจากเปิดพอร์ทครั้งแรก เขามีเงิน 14 ล้านบาทแล้วค่ะ --- ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ที่สำคัญบ้านลูกค้าคนนี้ก็พ่อแม่เป็นครูค่ะ พื้นฐานไม่ใช่ลูกเจ้าสัวนะคะ ยังสำเร็จเลย 

กระดานที่ 5 : ขาแช่งตลาด --- รายนี้ ไม่สนเดย์เทรด ไม่แคร์หุ้นพื้นฐานดี ไม่ศัทธาในปันผล ไม่มองอดีตไม่มองอนาคต มองแค่ว่า ปัจจุบันนี้ เมื่อไหร่ วันดีคืนดี หุ้นพรวดพราดลงแบบ panic หรือ เกิดวิกฤต นี่ แกซื้อทันตัวไหนแกซัดไม่เลี้ยง เน้นตัวเล็กๆที่ลงแรงๆและมี vol. คือ มีเท่าไรอัดเต็ม แล้วถือรอ อ่ะ จะว่าขำหรือ จะว่าเทคนิคแก ก็ไม่รู้ได้นะคะ ปี subprime นั้น แก ให้ซื้อ cig ราคา .22 ตังค์ คือมันทิ้งเร็วมากค่ะ ต้อง bid ถึงจะได้ของ กว่าจะครบ 10 ล้านหุ้นที่แกจะเอา ทุนก็โน่น 0.40 ค่ะ แล้วเอามาปล่อยขาย 2 บาท
Iec live bliss ด้วยแต่จำแม่นแค่ cig ค่ะ ช่วงนั้น เสี่ยมีเบอร์เขาดังค่ะ ก็สรุปคือ รอบนั้น แกกำไร 20 ล้านมั้ง ว่าง่ายๆ รอบที่พวกเราเล่นๆกันเนี่ยแก เล่นไม่เป็นนะคะ และไม่ยินดีที่จะศึกษาเลย เพราะกลัวติดแล้วจะเสีย !!! 

กระดานที่ 6:  รักษาต้นแต่ถอนกำไร คนนั้น แกไม่เน้นพอร์ตโตค่ะ แต่แกเน้นได้เรื่อยๆ ได้ทุกรอบทุกวันยิ่งดี คนนี้เล่น มาร์จิน แกวางเงิน 4 ล้านเทรดได้ 8 ล้าน แกบริหารแบบนี้ค่ะ เมื่อ equity เพิ่มขึ้น มากกว่าทุน แกจะขาย แล้วถอนเงินออก เช่น equity เริ่ม วาง 4 ล้าน ผ่านไปเพิ่มเป็น 4.5 ล้าน ช่อง debt เป็น 0 แกจะถอน เจ้า 500,000 นั่นแหล่ะ แกจะรักษาพอร์ตให้เงินต้นคงอยู่ ไม่หายพอร์ตไม่เคยโต แต่ไปเพิ่มทรัพย์สินข้างนอกโดยการ เอาเงินก้อนที่ได้แต่ละรอบไปจัดสรร ทำนั่นนี่ แบ่งซื้อทองซื้อที่เก็บ จนที่ดินบางแปลงขายได้กำไร2-3 เท่าก็มี เงินที่เจียดไปซื้อทาวเฮาส์ คอนโดปล่อยเช่าก็งอกเงยตามๆกันไป นึกภาพออกไหมคะ ว่าเขา success อย่างไร เจ๋งเนอะ !!! 


กระดานที่ 7 : เจ้าแม่แห่งงบการเงิน --- ลูกค้าท่านนี้ เป็นนักบช. เก่าค่ะ เก่ง เก่งมากๆ รายนี้ แทงงบ ล้วงงบ ยำงบอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน จะเทียบงบ และเลือกหุ้นเก็บราวๆ 7 ตัวค่ะ แรกๆก็งง ว่า ดูทันได้ไง แต่พอมาดูหุ้นแต่ละตัวแล้ว เวลามันขึ้นจะดาหน้าขึ้นพร้อมกันค่ะ แต่ไม่ยักกะลง เลือกเก่งมากๆค่ะ 


*** ข้อสังเกตุอยู่อย่างหนึ่งนะคะ ลูกค้าที่กำไรเสมอๆเนี่ย จะไม่เป็นกราฟเลยค่ะ ไม่สนใจใคร่รู้อะไรเลย บทวิเคราะห์ก็ไม่อ่าน แต่สิ่งที่เขาอ่านกันและทำเหมือนกันคือ อ่านข่าว ตามข่าวและหาข้อมูลจากนั้นประเมินสถานการ์เอง เคยถามค่ะว่า ทำไมไม่อ่านบทวิเคราะห์ที่ส่งให้คะ เขาตอบว่า " อ่านไปมากๆ แล้วเขว สู้อ่านเนื้อข่าวแล้วมาประเมินตาม ที่เรามองเราคิดจะดีกว่าเพราะไม่มีอคติในเนื้อข่าว แต่ ในบทวิเคราะห์นั้น คนวิเคราะห์เขาใส่ความเป็นเขาลงไปค่ะ ดังนั้น เขาประเมินกะเราประเมินเอง ผลลัพธุ์จริงออกมาต่างกันเพราะ ไม่มีใครจะรู้การเงินของเราได้ดีเท่าตัวเรา นวค. เขาไม่รู้หรอกว่าใครมีหน้าตักเท่าไร เขาก็พูดไปตามแนวโน้มตามหน้าที่ เท่านั้นเอง ***


**** และ พวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้คิดหลายชั้นอะไรขนาดนั้นค่ะ แค่ ซื้อ และซื้อ ตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด แค่นั้นเองค่ะ ****


    ชอบแบบไหนกันบ้างคะ ถ้าชอบก็เอาไปปรับใข้กะตัวเองได้ค่ะ ขอบคุณ pantip ที่เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้ได้ ฝอย นะคะ ( อันนี้แซวค่ะ ) บทความนี้ ดิฉันไม่ได้นำข้อมูลลูกค้ามาเปิดเผยในที่สาธารณะนะคะ แต่เป็นแนวทางการ trade ที่ดิฉันสังเกตุเห็นค่ะ ดังนั้น ถ้าลูกค้าเจ้าของสไตล์การเล่นทราบเข้า ดิฉันเชื่อว่า พวกเขาเหล่านั้น จะยินดีมากๆ ถ้าจะได้เป็นแนวทางที่ หน่วยกล้าตายได้ลองจริงๆมาแล้วและทำได้จริง อย่างน้อยบุญกุศลครั้งนิก็ขอให้ ส่งถึงคนที่ยังมืด 8 ด้านหาทางออกไม่เจอ ได้ผ่านมาอ่านกระทู้นี้ด้วยเถิด และเกิดแสงสว่างในใจด้วย สาธุ .... สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์นะคะ

ปล. ปวดหลังมัก ๆๆๆ ไปนอนก่อนค่ะ 


9 โมงเช้า 4/10/2556  ...........รวมกระทู้บทความหุ้น ที่เขียนมาแล้วค่ะ ย้อนหลังอ่านได้ตามนี้ทั้งหมดเลยค่ะ เรียงลำดับ ตั้งแต่ วันแรกจนถึงวันนี้ค่ะ link ล่างสุด 

http://pantip.com/topic/30962598   -----ตอนนี้เชื่อว่านักลงทุนมีลังเลค่ะ หลายความรู้สึก แต่อยากให้ทุกท่านลองสังเกตุสิ่งต่อไปนี้ดูก่อนจะจัดการกับพอร์ทของตัวเอง

http://pantip.com/topic/31000616  ------ **** ดิฉันว่า SET peak ราคาหุ้น peak VOL. peak ข่าวออก จบรอบค่ะ ****

http://pantip.com/topic/31009633  ------ " เพลงยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเต้นเหนื่อยเปล่า พอเพลงสนุกๆมา หมดแรงเหนื่อยเต้นไม่ไหว "

http://pantip.com/topic/31017609  ------ *** กระทู้ก่อน เคยบอกไปแล้วว่า ทุกอย่าง Peak คือ จบรอบ !!! ต่อจากนี้ จะ ซึมลง !!! ค่ะ ***

http://pantip.com/topic/31019508  ------ *** เมื่อ ดิฉันเห็นว่ามันมาถึงจุดซื้อ !!! ต้องซื้อค่ะ !!! ***

http://pantip.com/topic/31022415  ----- สรุปว่า ดิฉันคิดถูก นะคะ เด้งงงงงงค่ะ .....ขายทำกำไร ก่อนค่อยว่ากัน ว่าเป็นรอบ ๆ ไป ค่ะ 

http://pantip.com/topic/31023939 ----***** รอซื้ออีก รอบที่ 1385 จุด ค่ะ แล้วก็จะ เด้ง ให้ขาย *****

http://pantip.com/topic/31032085 **** สัญญาณ ความโหดร้ายกำลังมา ป่าช้าใกล้แตก นรกกำลังจะระเบิด จริงหรือมาดูกันค่ะ ****

http://pantip.com/topic/31046753  *** 1385 ซื้อกันบ้างก็ดีนะคะ เลือกตัวเด้งไว ๆ ค่ะ ***

http://pantip.com/topic/31050962 **** ใครซื้อเมื่อวานนี้ ก็รับทรัพย์ ไปแล้วนะคะ *****

http://pantip.com/topic/31052319 ***** รอบนี้ 1450 จุด จะหยุดได้ไหม * แบบนี้จะเรียกว่า ย่อขึ้นได้หรือไม่ *ฝึกมองข้าม shot *****กลัวๆกล้าๆใช่ไหมหล่ะ

http://pantip.com/topic/31055586 **** SET เลือกที่จะ ....Slide into 1500 .....****

http://pantip.com/topic/31060137 **** ดิฉันเชื่อว่า หลายคนตกรถ หลายคนนั่งนับคลื่นจนเมา หลายคนลังเล หลายคนได้เงิน หลายคนรอคอย 1200 จุด *****

และกระทู้ล่าสุดคือ อันนี้ค่ะ http://pantip.com/topic/31063547  ====== 7 วิธีการ trade หุ้นในตลาดหุ้นให้ได้กำไร และ โอกาสขาดทุนเป็น 0 ======

ใครอยากรู้ว่าคนรวยเขา “บริหารการเงิน” อย่างไรที่ต่างจากคนปกติ? ไปดู!

เศรษฐี หรือคนที่มีเงินมากๆ นั้น เขามักจะ “บริหารการเงิน” ของเขาต่างจากคนอื่นๆ ทั่วไป เขาจะตัดสินใจทางการเงินต่างในชีวิตไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่ถึงแม้ว่าเรายังไม่มีเงินมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเราเป็นเศรษฐี เราก็สามารถเรียนรู้ที่จะบริหารการเงินแบบนั้นได้ และนี่คือ 10 ข้อที่พวกเศรษฐีบริหารการเงินไม่เหมือนคนอื่น ไปดูกันเลย

 
1.ไม่สนใจ “ความพึงพอใจระยะสั้น”
หลายๆ คนชอบรู้สึกว่า ทำอะไร ก็ควรได้รับผลตอบแทนเดี๋ยวนั้น จะมีความสุข พึงพอใจมากกว่า แต่คนเหล่านี้ เขามองที่อะไรระยะยาวมากกว่า เพราะเขารู้ว่ามันคุ้มคว่าการผลตอบแทนปัจจุบันทันด่วนระยะสั้นนั่นเอง

 
2.เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “จำเป็น” กับ “อยาก”
ความจำเป็น กับ ความอยาก เป็นสองสิ่งที่ต่างกัน แต่หลายๆ คนไม่สามารถแยกแยะได้ และทำให้การตัดสินใจทางการเงินหลายๆ ครั้งผิดพลาดเพราะคุณคิดว่าคุณจำเป็นต้องใช้มัน แต่จริงๆ อาจจะเป็นแค่ความอยากก็เป็นได้

 
3.ลงทุน ลงทุน และลงทุน
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ ก่อนจะใช้จ่าย ต้องมีการแบ่งหักไปลงทุนเสมอ ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ไม่ว่าจะจำนวนใดก็ตาม เพียงแค่พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ และหลังจากนั้น ทุกๆ วันก็คิดว่าจะลงทุนอย่างไรให้ถึงเป้านั้นเอง

 
4.เข้าใจความหมายของการเป็นหนี้อย่างลึกซึ้ง
เวลาซื้อรถ คนปกติจะโฟกัสที่คำถามที่ว่า “ต้องจ่ายต่อเดือนเท่าไหร่” แต่คนที่รวยๆ และเข้าใจเรื่องการเงินเป็นอย่างดี จะดูที่เงินทั้งหมดที่ต้องเสียไปจากการซื้อรถหนึ่งคัน เพราะหากเอาค่าผ่อนต่อเดือนคูณจำนวนเวลา บวกดอกเบี้ย บวกภาษีทุกอย่าง มันมากกว่าราคารถตั้งมากมาย และนี่คือสิ่งที่คนเหล่านี้นำมาคิดว่ามันคุ้มค่าหรือไม่

 
5.เริ่มต้นจากจุดหมายปลายทาง และทำงานย้อนกลับหลัง
ตั้งเป้าหมายก่อน รู้ว่าอยากได้อะไร แล้วมาไล่ย้อนกลับเพื่อหาวิธีไปถึงฝัน แต่ถ้าไม่ตั้งเป้าก่อน สุดท้ายผลที่ได้ คือผลรวมจากการตัดสินใจย่อยๆ แต่ละครั้งรวมกัน และส่วนใหญ่เป็นการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้นเอง

 
6.มีวินัย
จากข้อสาม ต้องทำให้การลงทุนเป็นนิสัย ทำให้มีวินัย เมื่อหักเงินจากรายได้ไปลงทุนได้แล้ว ก็จะมีวินัยในการใช้เงินอย่างประหยัด จำไว้ว่า ใช้เงินให้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับที่หามาได้ นั่นแหละหนทางสู่ความรวยล่ะ

 
7.เสียสละในระยะสั้น เพื่อประโยชน์ในระยะยาว
อย่าคิดแค่ระยะสั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ควรมองยาวๆ เพราะการตัดสินใจในปัจจุบัน มันส่งผลกับคุณในระยะยาว ไม่ใช่แค่ระยะสั้นนั่นเอง บางทีเราก็ต้องเสียสละ ต้องแลกกันบ้าง

 
8.คนรวยก็ต้องการความช่วยเหลือ
พวกเขารู้ว่าเขาเก่งอะไร ก็ทำอันนั้น ส่วนอันที่ไม่เก่ง ไม่ถนัด ก็ขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษาจากคนที่ชำนาญกว่า หาข้อมูลมากๆ อ่านมากๆ พวกเขาไม่คิดว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุด หรือเก่งที่สุดหรอก และนี่คือวิธีที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

 
9.คิดเลขตลอดเวลา
อันนี้ไม่ได้หมายถึงอะไรยากๆ เลย แค่ บวกลบคูณหารปกตินี่แหละ คนพวกนี้คิดคำนวนในใจเสมอ ถ้าจะตัดสินใจทางการเงินใดๆ ก็ตาม ว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจบอกว่าไม่อยากซื้อรถมือสอง เพราะเดี๋ยวต้องเสียค่าซ่อมนู่นนี่ ซื้อรถใหม่ดีกว่า แต่คนรวยๆ บางคนอาจมานั่งคิดว่า จริงๆ ค่าซ่อมที่อาจจะต้องเสีย หรืออาจจะไม่ต้องเสีย อาจจะคุ้มกว่าซื้อรถใหม่ราคาแพง และราคาตกเร็วๆ ก็เป็นได้

 
10.โอกาสมา คว้าไว้เสมอ
คนพวกนี้เห็นความสำคัญของโอกาส ที่ไม่ได้มาบ่อยๆ พอมาถึง เขาจะไม่รอช้า รีบคิดคำนวนความคุ้มค่า และคว้าเอาไว้ทันที เพราะฉะนั้น หากคุณมีโอกาส อย่าปล่อยให้หลุดมือไปล่ะ
H/T: Lifehack
การ “บริหารการเงิน” แบบคนรวยนั้น ไม่ได้ยาก และเป็นสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และถ้าเรื่องนี้โดนใจคุณ อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนและคนรอบข้างของคุณล่ะ

Samsung โชว์เหนือด้วยสมาร์ทโฟนของ Tony Stark จากเรื่อง Avengers Age of Ultron

ในงาน CES 2015 ทาง Samsung นอกจากจะแสดงนวัตกรรมใหม่ๆมากมายในงาน ยังได้นำเอาสมาร์ทโฟนอุปกรณ์แกดเจ็ดจากภาพยนตร์ชื่อดังของค่าย Marvel เรื่อง Avengers Age of Ultron มีหนดฉายในปี 2015 โดยครั้งนี้ Samsung ได้เป็นสปอนเซอร์ด้วย โดยอุปกรณ์สุดล้ำของ Samsung นี้จะเป็นของที่ Tony Stark หรือ Ironman ใช้งานไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้การแสดงภาพแบบโฮโลแกรม ,The Avengers Watch และ Avengers Bluetooth Earpiece หูฟังบูทูธรุ่นพิเศษ แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ได้ผลิตมาเพื่อจำหน่าย สามารถชมได้จากภาพด้านล่าง
samsung-iron-man-tech-5
samsung-iron-man-tech-3
samsung-iron-man-tech-4
samsung-iron-man-tech
samsung-iron-man-tech-6
samsung-iron-man-tech-8
samsung-iron-man-tech-7
ที่มา – droid-life

วันดี กุญชรยาคง มาดาม "โซลาร์เซลล์" สร้างธุรกิจจากแสงอาทิตย์

เมื่อสังคมเมืองและระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกเติบโตขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ความต้องการทางพลังงานของมนุษย์จึงเพิ่มปริมาณมากขึ้น ยิ่งกว่าสมัยอดีตอีกหลายเท่าตัว เพราะ "พลังงาน" นับเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโลกไปสู่ยุคอนาคตแทบทุกด้าน
แต่แหล่งกำเนิดพลังงานขุมเดิมอย่าง "พลังงานฟอสซิล" ที่ใช้กันอย่างคุ้นชินมานับศตวรรษ อาทิ น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน กลับเป็นพลังสิ้นเปลืองที่มีอยู่อย่างจำกัดรอวันหมดไป ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนพลังงานในสักวันหนึ่ง จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิด "พลังงานทางเลือก" ที่เป็นพลังงานสะอาดและไม่ต้องพึ่งพาพลังงานสิ้นเปลืองอีกต่อไป

พลังงานทางเลือกในพารากราฟข้างต้นแบ่งออกเป็น"พลังงานทดแทน" จำพวกมวลชีวภาพ (Biomass) ซึ่งแปรรูปมาจากเศษอินทรีย์วัตถุเหลือใช้ทางการเกษตรกับ "พลังงานหมุนเวียน" ที่นำกลับมาใช้ได้ไม่รู้จบอย่างพลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำ และพลังงานลม

เมืองไทยเริ่มนำพลังงานทางเลือกทั้ง 2 ชนิดเข้ามาปรับใช้ทั้งในอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันค่อนข้างแพร่หลาย เพียงแต่แหล่งพลังงานทางเลือกที่ต้องจับตามองมากเป็นพิเศษของปีนี้ คาดว่าน่าจะหนีไม่พ้น "พลังงานแสงอาทิตย์" ที่กลายมาเป็นธุรกิจพลังงานดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วง 3-4 ปีหลัง

แน่นอนว่า ถ้ากล่าวถึงพลังงานแสงอาทิตย์ในสยามประเทศ หลายคนน่าจะคิดถึงชื่อของ "วันดี กุญชรยาคง" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากเธอคือหญิงเก่งผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเป็นระบบในเมืองไทยเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ5 ปีก่อน จนกลายเป็นบริษัทพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจาก "United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCC)" ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติที่ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็น "Leading a women-powered solar energy transformation" หรือ "สตรีผู้นำด้านการลดโลกร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์" โดยเล็งเห็นว่าธุรกิจของวันดีเป็นโครงการที่ช่วยนำพาโลกไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพราะขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเหมือนกับการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้ช่วยลดการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 2.1 แสนตันต่อปี

วันดีกล่าวว่า เทรนด์พลังงานของทั่วโลกตอนนี้เริ่มโฟกัสไปยังพลังงานหมุนเวียนกันแล้ว เพราะเป็นพลังงานสะอาด ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือไม่มีต้นทุนผันแปรในการผลิต เพียงแต่ต้องวิเคราะห์ศักยภาพและความสามารถของประเทศให้แตกว่ามีความเหมาะสมกับพลังงานหมุนเวียนชนิดใดบ้าง

ยกตัวอย่าง "เยอรมนี" ที่ประกาศว่าภายในปี ค.ศ. 2050 จะใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ ส่วน "ญี่ปุ่น" ที่มีปัญหาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์พังหลังแผ่นดินไหวและสึนามิ ก็เตรียมจะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์มาผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต ขณะที่ "เนปาล" และ "นิวซีแลนด์" ก็ใช้พลังงานน้ำกันเกือบทั้งประเทศ เป็นต้น

"ประเทศไทยอยู่บนเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้มีความเข้มข้นแสงอาทิตย์เฉลี่ยดีตลอดทั้งปี จึงเหมาะสมมากสำหรับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ด้านพลังงานหมุนเวียนอื่น เช่น พลังงานลมนั้น ประเทศเราไม่ได้อยู่ในโซนของลมจึงเป็นการยากสำหรับการบริหารจัดการ ส่วนพลังงานน้ำที่มีต้นทุนถูกสุดและฟังดูเหมือนบ้านเรามีเยอะแยะ แต่ความจริงแล้วเกิดปัญหาขาดแคลนค่อนข้างมากในปัจจุบัน อีกทั้งการสร้างเขื่อนสักเขื่อนก็เป็นเรื่องยาก เพราะจะกระทบกับปัญหาสัตว์ป่า ฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำจึงมีแต่ถดถอยลง"


จากข้อเท็จจริงด้านพลังงานและศักยภาพการผลิตแสงอาทิตย์ของเมืองไทยได้กระตุ้นให้วันดีที่รีไทร์จากงานประจำไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2550 ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานอีกคำรบในอีก 2 ปีถัดมา ด้วยการหอบไอเดียเปิดบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีมูลค่าลงทุนเริ่มต้นสูงถึง 700 ล้านบาท กับการผลิตไฟฟ้า 7.5 เมกะวัตต์ นำไปเสนอข้อกู้กับธนาคารนับสิบแห่ง พร้อมได้รับคำตอบกลับมาว่า "ไม่มีนโยบายปล่อยกู้ให้กับธุรกิจรูปแบบนี้"

จนกระทั่งมาลงล็อกกับ "ธนาคารกสิกรไทย" ที่ขณะนั้นมี "ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" นั่งแท่นประธานบริหาร ซึ่งมีแนวคิดและวิสัยทัศน์ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ได้เงินกู้ในอัตราส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน (420 ล้านบาท) แต่ก็ยังขาดอยู่อีก 280 ล้านบาทที่ไม่มีนักธุรกิจคนไหนยอมลงทุนด้วย ทำให้วันดีต้องขายบ้าน 1 หลังกับที่ดิน 1 แปลง เพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนจดทะเบียนให้กับโครงการที่ 1 ได้สำเร็จ

"ตอนที่เข้าไปพูดคุยเรื่องการกู้เงินกับ ดร.ประสาร ได้บอกติดตลกไปว่า ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารสีเขียว ถ้าไม่ยอมปล่อยกู้คงต้องไปเปลี่ยนสีธนาคารไปด้วยนะ" 
ซีอีโอหญิงเก่งปล่อยมุขสร้างสีสันให้กับการสนทนา ก่อนจะเล่าต่อไปว่า 

"นอกจากเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทยแล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนจากเวิลด์แบงก์ที่ให้ทั้งเงินกู้และร่วมทุนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาช่วยซัพพอร์ต จนปัจจุบันเดินหน้าพัฒนาได้จนครบ 36 โครงการ ด้วยเงินทุนกว่า 25,000 ล้านบาท กับกำลังผลิต 250 เมกะวัตต์"


สถานที่ตั้งของ 36 โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของเอสพีซีจีส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด และมี 1 จังหวัดในภาคกลางอย่างลพบุรี ซึ่งแต่ละโครงการใช้พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ โดยทุกโครงการกำหนดให้มีช่วงอายุอยู่ที่ 30 ปี (แผงโซลาร์เซลล์อายุการใช้งาน 50 ปี)

"ปัจจุบันประเทศไทยผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมดประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ โดยรัฐบาลเพิ่งประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสิ้น 3,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของการมีพลังงานสะอาด อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตัวเอง ลดการใช้น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน รวมทั้งลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า"

วันดีกล่าวถึงการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ของเอสพีซีจีว่าต้องรอดูทีท่านโยบายจากทางรัฐบาลที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัทก่อน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะรัฐบาลไทยไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ล้วนให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน เห็นได้จากช่วงแรกรัฐบาลรับซื้อเพียง 500 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 6 เท่า เป็น 3,000 เมกะวัตต์แล้ว

"ส่วนตัวมีความมั่นใจว่าไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในเมืองไทยจะสามารถกลายมาเป็นพลังงานหลักแทนที่พลังงานสิ้นเปลืองได้แน่นอนซึ่งในอนาคต 3-5 ปี เราอาจจะได้เห็นบ้านเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคาบ้าน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือนหรืออาจจะผลิตขายรัฐมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนเรื่องที่ว่าค่าติดตั้งถูกหรือแพงนั้นอย่าไปคิดถึงมัน ให้มองไปว่าถ้าลงทุนแล้วเมื่อไหร่ถึงจะคุ้มทุนมากกว่า อย่างหลังคาโซลาร์รูฟชุดนึงราคา 3-5 แสนบาท ฟังดูเหมือนแพง แต่มันมีอายุใช้งาน 50 ปี และใช้เวลา 7-8 ปีก็คุ้มทุนแล้ว ขอแค่คิดให้ถี่ถ้วนและวางแผนก่อนลงมือทำก็พอ"


ซีอีโอหญิงเก่งแห่งอาณาจักรเอสพีซีจียอมรับว่า ตนเองคงมาได้ไม่ถึงตรงนี้ถ้ามัวแต่กังวลเรื่องถูกเรื่องแพง เพราะส่วนตัวเชื่อว่าความกังวลเป็นตัวสะท้อนความ "ไม่เชื่อมั่น" ในความคิดของตนเอง จนกลายเป็นกำแพงหรือสิ่งฉุดรั้งให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้

"คนเราถ้าคิดจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งในสำเร็จ จำเป็นต้องมีความรู้ มีแพสชั่น และความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ปล่อยให้ความไม่มั่นใจของคนอื่นมาหยุดเรา เพียงแค่เชื่อมั่นในความคิดที่ว่านี้ต้องผ่านการคิดและวางแผนมาแล้วอย่างดีด้วยนะ ไม่ใช่คิดซี้ซั้วที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ คิดคำนวณดูให้รอบคอบก่อนว่าตนเองมีศักยภาพและความสามารถจริงหรือเปล่า เมื่อคิดดีแล้วก็ถึงเวลาสำคัญที่สุดอย่างการลงมือทำ อย่าเอาแต่พูดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะแค่คำพูดมันไม่ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมและไม่เกิดผลอะไรเลย"

ผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กล่าวว่าคนในสังคมนี้ส่วนใหญ่เป็นคนพูดเยอะแต่ทำน้อย ส่วนตัวจึงอยากให้สังคมกลายเป็นเวทีของคนที่พูดแล้วทำด้วยความเชื่อมั่น เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในสังคม แล้วความเปลี่ยนแปลงจากการลงมือทำนั้นจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา

"ถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะหยุดเดินไปข้างหน้าและไม่ลงมือทำ เพราะคนอื่นมองว่าแนวคิดของเราไม่เวิร์ก เอาคำพูดของคนอื่นเข้ามาโมติเวตความเชื่อมั่นของเรา ก็คงไม่เกิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้ง 36 โครงการขึ้นมาเช่นทุกวันนี้" วันดีตอกย้ำวิถีทางสู่ความสำเร็จอีกครั้งเป็นการปิดท้าย

ผมต้องหาเงินล้านภายในสองเดือน by panj

ผมต้องหาเงินล้านภายในสองเดือน


ผมต้องหาเงินล้านภายในสองเดือน

สองเดือนที่ผ่านมา ใครที่ติดตามอยู่ในเฟสอาจจะเห็นว่าจะโพสรูปเหมือนกำลังสะสมเงินเอาไปทำอะไรซักอย่างอยู่ คิดอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้ยังไงดี สุดท้ายมาลงตัวที่การเล่าในแง่มุมของการบริหารเงินละกัน

ขอข้ามเรื่องต้นตอของหนี้ก้อนนี้ไป เอาเป็นว่าทางบ้านมีภาระที่จะต้องชำระหนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่งในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งถ้าไม่จ่าย ก็จะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อไป

เงินเก็บเราเองก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ที่บ้านไม่มีเงินเก็บ มีธุรกิจเล็ก ๆ อยู่ แต่ไม่ได้ทำบัญชีแยกระหว่างบัญชีใช้จ่ายภายในบ้าน กับบัญชีบริษัท หลังจากรับรู้ว่าต้องปิดหนี้ก้อนนี้ ไม่มีเวลามานั่งเครียด ต้องเริ่มต้นทำอะไรซักอย่างทันที

*ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว

0. แจ้งให้รับรู้ถึงสถานการณ์
ขั้นที่ศูนย์เลยคือต้องให้ทุกคนในบ้านรับรู้ถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าเราจะต้องรัดเข็มขัดกันแล้ว ใครมีบัตรเครดิตก็เก็บเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งใช้ จากที่เคยกินข้าวร้านฟูจิก็มากินข้าวร้านเจ๊ศิแทน

1. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
จุดนี้บางคนอาจมองข้ามไปว่าการทำบัญชีนั้นไม่จำเป็น เพราะถ้าเราจะต้องจ่าย มันก็ต้องจ่าย การทำบัญชีก็แค่การบันทึกว่าจ่ายอะไรไปบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้รายจ่ายลดลง อันนี้ขอแย้งว่าไม่จริง การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยให้เราได้รู้ถึงสถานการณ์ทางการเงินปัจจุบัน เพื่อที่จะวางแผนการใช้เงินในอนาคต (แถวบ้านเรียกหมุนเงิน) ถ้าเงินขาดมือเมื่อไหร่ ธุรกิจก็จะเดินต่อไม่ได้ ดังนั้นจุดนี้สำคัญ

2. เอาเงินเก็บมาหมุนในบริษัท
เนื่องจากที่บ้านไม่มีเงินเก็บ ลักษณะบริษัทคือรับโปรเจกต์ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน การใช้จ่ายเงินเป็นไปในลักษณะงานชนงาน บางทีบริษัทลูกค้าจ่ายเงินช้าก็จะเกิดปัญหาเงินขาดมือ ต้องไปขอหยิบยืมเงินคนอื่นมาหมุน ซึ่งผมเรียกตรงนี้ว่าเป็นรายจ่ายแอบแฝง (Hidden cost) เพราะเราจะต้องเสียเวลาไปกับการหาเงินมาหมุน ซึ่งเวลาเองก็มีมูลค่าไม่น้อย ดังนั้นจึงต้องตัดปัญหาตรงนี้โดยการเอาเงินเก็บที่เรามีมาหมุนในบริษัทของที่บ้านก่อน

3. ทำบัญชีล่วงหน้า
นอกเหนือจากบัญชีรายรับรายจ่ายที่ควรมีอยู่แล้ว ในสถานการณ์พิเศษแบบนี้ยังต้องใช้บัญชีล่วงหน้าเข้ามาประเมินสถานการณ์ว่าจะเก็บเงินได้ครบหรือไม่ภายในวันที่ที่กำหนด วิธีการทำบัญชีนี้ก็ไม่ยาก พยายามรวบรวมรายรับรายจ่ายทั้งหมดที่นึกออก มาใส่ในนี้แล้วกำกับด้วยวันที่ที่คาดว่าจะได้รับหรือต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็น รับเงินค่าเช่า รับเงินมัดจำ เงินเดือนพนักงาน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ (ใช้ค่าเฉลี่ยจากเดือนก่อน ๆ) นึกอะไรออกใส่มาให้หมด ผลรวมรายรับรายจ่ายของบัญชีล่วงหน้ารวมกับยอดเงินในบัญชี จะได้เป็นเงินที่ "คาดว่า" จะเก็บได้ภายในวันที่กำหนด

4. สำรองเงินใช้จ่ายนอกเหนือจากบัญชีล่วงหน้า
พอทำบัญชีให้ที่บ้านไปซักพักแล้วจะเจอปัญหารายจ่ายที่ไม่ได้บันทึกไว้ในบัญชีล่วงหน้า ถ้านิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเยอะขึ้นมาจะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทมีปัญหา ธุรกิจจะสะดุดได้ ดังนั้นเราต้องสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่ายในส่วนนี้ ข้อนี้ได้เรียนรู้ตอนทำไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ตอนนั้นคำนวณจำนวนเงินที่คาดว่าจะเก็บได้แล้วเกือบพอดีเงินที่จะต้องนำไปชำระ แต่จริง ๆ แล้วรายจ่ายเยอะกว่านั้นมาก โดยเฉพาะรายจ่ายในบริษัท (ซึ่งเราเองก็ไม่มีประสบการณ์ในบริษัทมากพอที่จะบอกว่าขั้นตอนไหนจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่) สรุปว่ายอดที่เก็บสะสมได้จริงนั้นน้อยกว่าที่ประมาณเกือบ 30%

[ บทสรุปเหตุการณ์นี้ ]
เจอปัญหาหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินจากลูกค้าได้ไม่ทันวันที่ต้องใช้เงิน รายจ่ายที่ไม่ได้บันทึกไว้ หรือยอดหนี้เพิ่มมาจากที่เคยเข้าใจ สรุปแล้วเก็บเงินได้ไม่ครบ เงินเก็บเราเองบวกกับที่เราเร่งรับงานทำเว็บในช่วงนั้นได้ประมาณ 700k รวมกับเงินที่ได้จากบริษัทที่บ้านอีกประมาณ 600k ซึ่งส่วนที่เหลืออีกประมาณ 60% ที่บ้านก็ได้ไปกู้ยืมมาจากที่อื่นเพื่อที่จะได้ปิดหนี้ก้อนนี้ลง ช่วงต่อจากนี้ก็ยังต้องทำบัญชีแบบนี้ เหมือนเดิมเพื่อใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมาอีกที แต่กรอบเวลาจะไม่เข้มข้นเท่านี้แล้ว

อยากจะฝากถึงทุกคนที่กำลังมีปัญหาทางการเงินว่าให้ตั้งสติไว้ แล้วประเมินสถานการณ์ดู ถ้ามีหนี้หลายก้อน ก็ให้เรียงปิดหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงกว่า ถ้าเป็นพนักงานบริษัทจะมีแหล่งรายได้คงที่อยู่แล้ว ก็จะคำนวณได้ง่ายหน่อย อาจจะต้องหยิบยืมญาติ ๆ หรือหาแหล่งรายได้เสริมเพื่อมาปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยให้ได้เร็วที่สุด ยอมลำบากซักเดี๋ยว ดีกว่าต้องมาจมกองดอกเบี้ยทบต้น

" อิณา ทานัง ทุกขัง โลเก "
การเป็นหนี้ เป็นทุกข์ในโลก