วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

แคปซูลสุดคูล! รู้ยัง? เมืองไทยก็มีห้องพักรูหนอนกับเขาด้วย!


แชร์กันกระจาย! ก็เร็วๆ นี้ในโลกโซเชียลมีกระแสโรงแรมแคปซูลที่พูดถึงกันอย่างหนาหู ที่น่าสนใจคือมันไม่ใช่โรงแรมในต่างประเทศน่ะสิ แต่อยู่ในเมืองไทยบ้านเรานี่เอง แถมราคาห้องพักก็น่าคบหา เหมือนสร้างมาเพื่อเอาใจขาเที่ยวโดยเฉพาะ
โรงแรมแห่งนี้ก็คือ มายเบด (My Bed) รัชดาฯ-ลาดพร้าว เป็นโรงแรมดีไซน์ราคาประหยัด ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร บนถนนรัชดาฯ เปิดตัวมาตั้งแต่ เดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา ความพิเศษของที่นี่อยู่ตรงที่ ห้องพักแบบรูหนอน หรือ ห้องแคปซูล เหมือนกับโรงแรมแนว Budget ของต่างประเทศ
โดยผู้ใช้บริการหลายคนยืนยันว่าเป็นแคปซูลที่มีพื้นที่โล่ง ไม่แคบอึดอัดอย่างที่คิด แถมเตียงก็นอนสบายเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาวเลยทีเดียว ที่สำคัญคือคุณสามารถเดินทางไปเที่ยวได้สะดวกสบายมากๆ เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลาดพร้าวเพียง 50 เมตรเท่านั้น
เป็นห้องแคปซูลที่กว้างขวางกว่าที่คิดซะอีก
มีอยู่หลายห้อง เลือกได้เลย
นอกจากห้องแคปซูลที่ถูกกล่าวขวัญถึงแล้ว ยังมีโซนห้องพักแบบปกติทั่วไป ที่มีราคาย่อมเยาเช่นกัน ห้องพักประเภทนี้แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ห้องเตียงเดี่ยว และห้องเตียงคู่ มีพื้นที่ขนาดห้องประมาณ 20 ตารางเมตร ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น
เห็นเป็นโรงแรมไซส์มินิแบบนี้ แต่กลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักครบครันเหมือนโรงแรมใหญ่ๆ เช่น ฟรีอินเทอร์เน็ต เตียงนอนคุณภาพโรงแรม 5 ดาว หมอนที่สามารถเลือกได้ทั้งแบบนุ่มและแบบแข็ง เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า ตู้นิรภัย ทีวีพร้อมช่องเคเบิลหลากหลาย ชุดผ้าเช็ดตัว ฟรีสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในห้อง นิตยสารโรงแรมพร้อมแผนที่ และอื่นๆ
เห็นเล็กๆ แบบนี้ มีทีวีให้ดูด้วยนะ แต่ต้องใช้หูฟังเพื่อไม่ให้รบกวนห้องข้างๆ
มีช่องเก็บของให้ด้วย ครบครันจริงๆ

สำหรับราคาห้องพัก ถ้าเป็นห้องแคปซูลอยู่ที่ 400 บาท ต่อห้องต่อคน ส่วนห้องพักแบบปกติราคาเริ่มต้นที่ 750 บาท พักได้ไม่เกิน 2 คนทั้งหมดนี้ไม่รวมอาหารเช้า 

นอกจากนี้ ยังสามารถเรียกใช้บริการเสริมได้ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น เปลี่ยนแปลงเวลาเช็กอินและเช็กเอาต์ ชุดอาหารเช้าแบบด่วน ชุดผ้าเช็ดตัวเสริม 2 ผืน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง บริการซักรีด และบริการรับส่งสนามบิน แต่สำหรับใครที่ขับรถมาแนะนำว่าให้ไปจอดรถได้ที่อาคารจอดรถของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลาดพร้าว หรือซอยลาดพร้าว 23
ป้ายด้านหน้าโรงแรม
ตัวอาคารของโรงแรม
บริเวณล็อบบี้น่านั่ง
ที่ล็อบบี้มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เนตให้ใช้ฟรีๆ ด้วย
ห้องน้ำสะดวกสบาย
ห้องแบบเตียงคู่ก็น่ารัก น่าพัก
ห้องพักปกติในอีกโซนหนึ่ง แบบเตียงเดี่ยว
มีมุมร้านขายของชำด้วยนะ
มี ชา กาแฟ ให้ฟรีๆ 24 ชั่วโมงจ้า
ห้องน้ำก็มีของใช้ครบครัน
ภายในห้องพักแบบปกติ ก็ดูดีใช้ได้ทีเดียว
*ล้อมกรอบ*
โรงแรมมายเบด ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว เพียง 50 เมตร ใช้ทางออกประตูหมายเลข 4 คุณก็จะเห็นโรงแรมมายเบดอยู่ตรงข้าม ติดถนนใหญ่ สอบถามเพิ่มเติมหรือจองห้องพักได้ที่เบอร์ 0 2975 9975
ที่ตั้งของโรงแรมมายเบด
ขอบคุณภาพจาก mybedbangkok.comfacebook mybedBangkok

ริชาร์ด แบรนสัน แชร์วิธีคิดแสนล้าน สำหรับคนรุ่นใหม่อยากเป็นนายตัวเอง

ริชาร์ด แบรนสัน แชร์วิธีคิดแสนล้าน สำหรับคนรุ่นใหม่อยากเป็นนายตัวเอง

New Microsoft PowerPoint Presentation
ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) เจ้าของ Virgin Record, Virgin Airlines และ Serial entrepreneur กว่า 400 บริษัททั่วโลกรวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 4.9 พันล้านเหรียญ หรือ 171,000 ล้านบาท แบ่งปันวิธีคิดสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่อยากเป็นนายตัวเอง
ริชาร์ด แบรนสัน เลิกเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นมัธยม เริ่มทำอาชีพส่วนตัวตั้งแต่อายุ 16 ปี จากประสบการณ์การทำอาชีพส่วนตัวเล็กๆไปจนถึงจุดที่เป็นเจ้าของบริษัทขนาดใหญ่ เขาเตือนว่า การเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์อันน่าตื่นเต้นเป็นผลงานที่มีรูปธรรมเป็นงานหนัก

…การเป็นผู้ประกอบการเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจและให้ผลตอบแทนกับชีวิตมากมาย แต่ระหว่างทางสู่ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ถูกท้าทายด้วยความเสี่ยงสุดประมาณ…

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายย่อยจำนวนมากปิดตัวลงภายในสองปีแรกของการก่อตั้งกิจการ ดังนั้นก่อนที่คุณจะเสี่ยงละทิ้งความมั่นคงของงานประจำและเงินเดือน จงตรวจดูและทดลองตลาดให้แน่ใจในระดับหนึ่งว่าความเสี่ยงนั้นมีความเป็นไปได้และคุ้มค่าที่จะลงมือลุย
ตอนที่ ริชาร์ด แบรนสัน ตัดสินใจก่อตั้ง Virgin Records เขามีธุรกิจ นิตยสารกลุ่มนักเรียน เป็นตัวหลักอยู่แล้ว เขาศึกษาตลาดจนแน่ใจในระดับหนึ่งว่าธุรกิจเพลงมาแน่ จึงกระโดดไปลุยกับ Virgin Records อย่างจริงจัง และเป็นช่วงที่ธุรกิจนิตยสารเริ่มอิ่มตัวพอดี ผลลัพธ์ทำให้ Virgin Records เติบโตกลายเป็นรายได้หลักแซงหน้าธุรกิจนิตยสารกลุ่มนักเรียนอย่างเหมาะเจาะ

ถนนสู่การเป็นนายตัวเองเปิดกว้างขึ้น

ริชาร์ด แบรนสัน บอกว่า…
ปัจจุบัน คุณสามารถศึกษาและทดสอบตลาดได้ง่ายกว่าสมัยก่อนและสามารถทำได้ระหว่างทำงานประจำ เพราะระบบ Crowd funding อย่าง Kick Starter, และ Indiegogo เป็นช่องทางเสนอไอเดียธุรกิจด้วยวิดีโอคลิปโดยไม่ต้องเสี่ยงสร้างธุรกิจใดๆขึ้นมาก่อน
หากไอเดียของคุณน่าสนใจและมีความเป็นไปได้อย่างมากในสายตานักธุรกิจ ผลลัพธ์จะสะท้อนออกมาเป็นเม็ดเงินที่นายทุนโอนมาสนับสนุนโครงการของคุณ เมื่อคุณได้รับเงินครบตามต้องการ หรืออาจจะมากกว่าถ้าไอเดียมันโดนจริงๆ เมื่อนั้นคุณจะมีเงินทุนมากพอที่จะกระโดดไปลุยกับกิจการส่วนตัวอย่างเต็มที่ตั้งแต่ก่อนลาออกจากงานประจำ

จงคิดนอกกรอบระบบการศึกษาในระบบ

ริชาร์ด แบรนสัน ย้ำว่า แม้คนจำนวนมากเติบโตมาเป็นลูกจ้างก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเกิดมาเพื่อเป็นลูกจ้างตลอดไป
ปัญหาอยู่ที่ระบบการศึกษาโลกที่สอนให้คนเรียนให้ดี เรียนให้จบ เอาเกรดและใบปริญญาไปสมัครงานดีๆ ผู้คนจึงเดินตามโปรแกรมที่วางไว้ชั่วลูกชั่วหลาน แต่ศักยภาพของการเป็นนายตัวเองมีอยู่ในส่วนลึกของทุกคน อยู่ที่มีความสามารถในการระลึกรู้ได้มากหรือน้อย เร็วหรือช้า และมีกล้าที่จะดึงมันออกมาใช้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองหรือไม่
แต่กาลเวลามีส่วนบีบให้คนสมัยใหม่ต้องดึงความเป็นนายตัวเองออกมาโดยเร็ว เพราะช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดแรงงานมีความผันผวนรุนแรง คนนับหมื่นๆ ตกงานอย่างฉับพลันเป็นว่าเล่นหลังจากใช้ชีวิตบนสายอาชีพเดิมมาช้านาน

สถานการณ์โลกจะบีบบังคับให้คนต้องเลือกที่จะเป็นนายตัวเองมากขึ้น

ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการมาของอินเตอร์เน็ตที่มีผลต่อวิธีดำเนินกิจการของบริษัท ทำให้ความมั่นคงในงานประจำลดลงกว่าสมัยต้นยุค Gen X (ปี 1980+/- 10 ปี)
ริชาร์ด แบรนสัน บอกว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้คนเริ่มตระหนักถึงการพึ่งพาตนเองและมุ่งหน้าสู่การสร้างอาชีพอิสระและธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้นเป็นประวัติการณ์

…ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เริ่มส่งผลกระทบกับระบบการศึกษาในอนาคตอย่างเห็นได้ชัด โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเริ่มหันมาผลิตหลักสูตร ผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurship มากขึ้น…

แม้แต่ ริชาร์ด แบรนสัน เองก็สนับสนุนหลักสูตรแบบนี้ เขาทำโครงการ Virgin Money’s Fiver แก่โรงเรียนประถมในอังกฤษโดยการให้เงินทุน 5 ปอนด์แก่นักเรียนอายุ 5-11 ปีในหลักสูตร การบ้านคือนำเงินจำนวนนี้ไปต่อยอดทำกำไรและกลับมารายงานผลงานต่อครู!

….แน่นอนว่าธุรกิจไม่เคยรับประกันความสำเร็จให้ใคร แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะหยุดยั้งคุณให้อยู่ในงานประจำที่คุณไม่ได้รัก คนที่พบแนวทางที่ใช่เป็นคนโชคดีและควรเดินหน้าลุยในสิ่งที่เหมาะสมกับความสามารถของคุณ จงมีความสุข และสนุกกับการทำธุรกิจทีรัก และต่อให้คุณล้ม เรียนรู้จากจุดที่คุณหกล้ม แล้วคุณจะเก่งและแกร่งขึ้นในก้าวต่อๆไป

ริชาร์ด แบรนสัน

สมัครรับข่าวสาร บทความ และประชาสัมพันธ์ สินค้าใหม่ทางอีเมล์ได้ที่นี่ครับ โดยสามารถยกเลิกรับอีเมล์ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

ลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ เลือกกอง Hedge หรือ Unhedged?

ลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ เลือกกอง Hedge หรือ Unhedged?
EMERGING MARKETSEUROPEFINANCIAL PLANNINGINVESTMENTJAPANMR. MESSENGER'S VIEWUS

ลงทุนกองทุนรวมต่างประเทศ เลือกกอง Hedge หรือ Unhedged?

 เมษายน 16, 2015 0
ความนิยมของการออกไปลงทุนนอกโลก เอร๊ยยย ลงทุนนอกประเทศ ผ่านกองทุนรวมประภท FIF ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กองทุนรวมต่างประเทศที่ บลจ.ในไทยขนเงินออกไปลงทุนโตปีละไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งสาเหตุหลักก็มีอยู่สองประเด็นคือ เห็นโอกาสที่ดีกว่าการกระจุกพอร์ตการลงทุนอยู่ในไทยแห่งเดียว และอีกเรื่องก็เพื่อการกระจายความเสี่ยงจาก Politic Risk ภายในประเทศ ที่ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีช่วงไหนเลยที่การเมืองจะราบเรียบนิ่งสงบได้เกินครึ่งปี
แต่เมื่อออกไปเล่นกับผู้เล่นระดับมือโปรทั่วโลก เกมส์การลงทุนระดับนี้ มันมีความเป็นพลวัตร (Dynamic) ที่สูงมาก ดังนั้น นอกจากจะถามหาว่า ตลาดหุ้นไหนให้ผลตอบแทนดี แต่ที่ต้องดูเพิ่มเติมก็คือ ความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน (Currency Risk) นั้นเอง
ยกตัวอย่าง ใครที่ไปลงทุนในในหุ้นยุโรป ถ้านับตั้งแต่ต้นปีนี้ ก็ได้กำไรสูงถึง 20% ทีเดียว (ใช้ดัชนี STOXX600 ในการวัดผล) แต่ค่าเงิน EUR ก็อ่อนค่าเมื่อเทียบกับไทยบาท (THB) ถึง -12% นั้นหมายความว่า หากไม่ทำการป้องกันความเสี่ยง Absolute Return ของพอร์ตจะเหลือแค่ 8% เท่านั้น (20% ลบด้วย 12%)
พอเจอแบบนี้ นักลงทุนเลยคิดดังๆขึ้นมาว่า งั้นแสดงว่า ไปลงทุนต่างประเทศ ก็ควรป้องกันความเสี่ยงนะสิ?
ผิดครับ ไม่แน่เสมอไป ยกตัวอย่างอีกหนึ่งตลาด คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถ้านับตั้งแต่ต้นปี 2013 จนถึงวันนี้ ก็ได้กำไรสูงถึง 44%  (ใช้ดัชนี S&P500 ในการวัดผล) แต่ต่างจากค่าเงิน EUR ครับ เพราะค่าเงิน USD แข็งค่าเมื่อเทียบกับไทยบาท (THB) ไปอีก 6.6% เพราะฉะนั้นใครไปลงทุนในอเมริกาแล้วยอมรับความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ก็ได้กำไรสองต่อ รวมเป็น 50.6% (44% บวกกับ 6.6%)
อ้าว แล้วอย่างงี้ควร Hedge (ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) หรือ Unhedged (เปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน) ดี?
การจะเลือกว่าทำอย่างไร  เราต้องมองใน 2 มิติครับ
มิติแรก Currency trading = speculation
อีกความหมายหนึ่งคือ การพยายามกะเก็งทิศทางค่าเงินนั้น ถือเป็นการเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุน ทั้งนี้ Trader ระดับโลกที่เป็นพวก FX Trade ยังอาศัยจังหวะใน Time Frame สั้นๆเพื่อเล่นทำกำไรค่าเงินกันเลย ไม่ค่อยมีใครถือ Position ยาวๆ เพราะแนวโน้มค่าเงินนั้น มันเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่มีทางที่จะวิเคราะห์ได้หมด ใครจะเปิดรับความเสี่ยง ก็ต้องยอมรับผลการผิดทางครับ
มิติที่สอง Hedge = Cost
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน นั้นเท่ากับกองทุนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งสูงต่ำขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และสกุลเงินนั้นๆ ดังนั้น ถึงแม้คุณจะอยากลงทุนใน FIF ซักกองแล้วอยากได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ Master Fund ในเมืองนอก ด้วยการลงทุนในกองที่มีนโยบาย Fully Hedge หรือป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวนก ก็ตาม ผลตอบแทนยังไงก็ไม่มีวันเท่ากับกองแม่แน่นอน เพราะมีต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน
กรณีศึกษาในเมืองนอก เปรียบเทียบระหว่างการลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และไม่ป้องกัน
กราฟด้านล่าง คุณจะเห็นว่า ย้อนหลังไปปี 1990 นั้น การลงทุนทั้งสองประเภท มีความผันผวนแทบจะไม่แตกต่างกัน นั้นหมายถึง การ Hedge ไม่สามารถเพิ่มผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวได้
Hedged-v-unheged

ประเด็นคือ ก็เห็นๆอยู่อย่างตัวอย่างหุ้นยุโรป และอเมริกา ว่าค่าเงินมีผลต่อกำไรของการลงทุนอย่างมาก แล้วความจริงคืออะไร?

ความจริงคือ สถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่สหรัฐฯงัด QE ออกมาใช้ ทำให้หลักการเศรษฐศาสตร์และข้อมูลสถิติแบบเก่า อาจใช้ไม่ได้ (ผมใช้คำว่า “อาจ” นะครับ)
สาเหตุเพราะ Unequal Economic Recovery หรือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตซับไพรม์นั้น ไม่ได้ไปในทางเดียวกันทั้งโลก ทำให้บางประเทศยังคงจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งๆที่ผ่านช่วงวิกฤตมาแล้วถึง 6 ปี พอมองในมุมนี้ ก็จะพบว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะยังต้องการให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่าลงไป เพื่อให้มี Competitiveness ในเวทีโลก หากท่านกำลังจะไปลงทุนในประเทศกลุ่มนี้ ก็ควรทำการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge) เพราะแนวโน้มค่าเงินนั้นน่าจะอ่อนค่าในระยะยาว จนกว่าเศรษฐกิจจะยืนได้โดยไม่ต้องการยากระตุ้น กลุ่มที่เห็นจะเข้าข่ายก็คือ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ซึ่งใช้ QE อยู่ในปัจจุบัน
อีกกลุ่มคือ ประเทศที่เศรษฐกิจยืนได้ ไม่ต้องพึ่งนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง นั้นก็คือ สหรัฐฯ
กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่เศรษฐกิจครึ่งๆกลางๆจะดีก็ไม่ดี จะแย่ก็ไม่แย่ ค่าเงินก็น่าจะไร้ทิศทางชัดเจนในระยะสั้นและระยะกลาง เช่นกลุ่มประเทศในเอเชียกันเอง
2 กลุ่มหลังนั้น ใครสนใจลงทุน ผมมองว่า ไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในช่วงนี้ครับ แต่ถ้าแนวโน้มค่าเงิน USD กลับทิศทางเมือไหร่ คงต้องปรับกลยุทธ์กันละ ส่วนยุโรป กับญี่ปุ่น ถ้ายังเห็นเงินเฟ้อไปไม่ถึงเป้าหมาย การขยายตัวต่ำกว่าที่รัฐบาลมอง ก็เชื่อได้ว่า ยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายต่อไป ใครไปลงทุนสองที่นี้ จะเลือกกองที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี
สุดท้าย สมมติว่า ยุโรป ญี่ปุ่น เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ดีจริงๆ ค่าเงินก็จะกลับมาแข็งค่าเทียบกับกับสกุลอื่น เมื่อนั้นกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงของเราก็ต้องเปลี่ยนไป
แต่ถ้าใครวางพอร์ตไว้ในระยะยาวแล้ว และเชื่อมั่นในกรณีศึกษาย้อนหลังที่ผมเอามาแสดงให้ดูละก็ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเลยครับ เด๋วตลาดทุนและตลาดเงินจะ Re balance ตัวมันเอง แต่… เราไม่รู้ว่ามันจะเมื่อไหร่นี่สิ มันเลยเป็นปัญหา ^^

หนังสั้น : จากชีวิตจริง ของเด็กเกเรติดเกมส์ สู่เจ้าของธุรกิจ 200 ล้าน วัย 24 ปี ที่คนมีความฝันทุกคน ต้องดู!! cr : pantip

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


ขอขอบคุณบทความแรงบันดาลใจดีๆจาก: นิตยสารแพรว ฉบับพิเศษครบรอบ 35 ปีแพรว , นิตยสาร SME Start Up ฉบับเดือนมีนาคม และหนังสั้น SME Fighter จากSME Bank


“ผมแค่อยากทำให้พ่อแม่ อยู่อย่างสุขสบาย ได้นั่งสมาธิ ทำบุญทุกวัน แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”

คือ แรงบรรดาลใจที่ทำให้ นายพัชรพล สุทธิธรรม หรือ “ไทด์” พลิกชีวิตจากเด็กเกเรหลังห้อง
ติดเกมส์อย่างหนัก เคยสอบตกติด 0 ถึง 3 ปีซ้อน มาเป็นเจ้าสัวน้อย กรรมการผู้จัดการ Ireal Plus
สร้างโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางแบบครบวงจรมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท
ปัจจุบันได้ผลิตเครื่องสำอาง ให้กับแบรนด์ต่างๆมากกว่า 1,500 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก
จนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดที่รัฐบาลได้มอบให้แด่ผู้ส่งออก (PM Award) จากฯพณฯท่านนากยกรัฐมนตรี
ซึ่งในขณะนี้เค้าเพิ่งจะมีอายุเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น


ไทด์จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต ในขณะอายุ 19 ปี
และจบปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ขณะอายุเพียง 20 ปี


ซึ่งในขณะที่ไทด์กำลังเรียนอยู่นั้น อาจารย์ได้ให้นึกศึกษาจำลองธุรกิจขึ้นมาในห้องเรียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้


เมื่อไทด์บรรลุนิติภาวะ สามารถทำนิติกรรมได้ จึงเริ่มจดทะเบียนเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ
และกู้เงินก้อนแรกจำนวน 5 ล้านบาท โดยมี บสย.ค้ำประกันให้ ตั้งแต่อายุ 20 ปี


หลังจากที่เพิ่งกู้เงินก้อนแรก ผ่านไป 1 ปี ธุรกิจก็ต้องจมอยู่ใต้น้ำ เพราะมหาอุทกภัยน้ำท่วม
ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ เสียหายไปกว่า 10 ล้านบาท


    ไทด์ในวัย 22 ปี ไม่ยอมแพ้ เริ่มต้นลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง ด้วยการสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางแห่งใหม่
บนเนื้อที่ 12 ไร่ มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท โดยได้รับสินเชื่อส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงิน
ซึ่งมีบสย.ค้ำประกันให้จนสามารถกลับมารันเครื่องจักรได้อีกครั้ง


เมื่ออายุ 23 ปี ไทด์สามารถผลิตเครื่องสำอางส่งออกให้กับแบรนด์ต่างๆมากกว่า 1,500 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก
จนได้รับรางวัล PM Award จากฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดที่รัฐบาลได้มอบให้แก่ผู้ส่งออกสินค้าดีเด่น
โดยเป็นบริษัทเดียวในประเทศที่ได้รับรางวัลนี้ในประเภท Best Business Rising Star



ไทด์ทำลายสถิติอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริษัทให้เจริญเติบโตขึ้น
จนได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ จากท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด
ของกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นผู้บริหารคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ในขณะที่อายุน้อยที่สุด
ตั้งแต่เคยมีการจัดตั้งรางวัลนี้มา (ผู้บริหารที่เคยได้รับรางวัลนี้ อาทิเช่น ท่านเจ้าสัวซีพี เป็นต้น)


แต่ก่อนจะมาเป็นไทด์ในวันนี้ ในอดีตนั้นชีวิตไทด์เป็นคนละขั้วแบบคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
ไทด์เป็นเด็กที่มีสมาธิและความจำสั้นกว่าเด็กคนอื่นๆ อาจเป็นเพราะสมองเติบโตไม่เต็มที่
จากการเกิดก่อนกำหนด เนื่องจากคุณแม่ขณะกำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ท่านต้องฝืนร่างกายทำงานหนักทุกวัน
เพื่อที่จะหาเงินจากทุกทางมาเตรียมไว้ในการเลี้ยงดูลูก และครอบครัวต่อไป
หลังจากที่คุณแม่ได้คลอดไทด์ออกมาแล้ว ท่านก็พักฟื้นจากการผ่าตัดอยู่เพียงแค่ไม่กี่วัน
ท่านก็ต้องรีบรุกออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดต่อทันที และได้ฝากให้คุณป้า และโรงเรียนประจำ เลี้ยงดูไทด์แทน


ไทด์ในวัยเด็กนั้น แสนจะเกเร ใครๆก็บอกว่าเป็นเด็กที่ไม่เอาไหนเลย
ไม่เคยอยู่โรงเรียนไหนนานเกินกว่า 3 ปี เพราะต้องถูกย้ายโรงเรียนตลอด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณป้าได้พาไทด์ไปสมัครเรียนที่แห่งใหม่
ในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ยื่นสมุดพก ผลการเรียนของไทด์ให้ผอ.โรงเรียนดังกล่าวดู
เมื่อดูเสร็จผอ.ท่านนั้นก็รีบส่งสมุดพกคืนกลับมาทันที พร้อมกับพูดว่า เด็กคนนี้ไม่มีสิทธิ์สมัครเข้าสอบ
เนื่องจากผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาก สอบได้ที่โหล่ของห้อง สอบตกติด 0 ถึง 3 ปีซ้อน
ทำให้คุณป้าต้องร้องไห้เสียใจจูงมือไทด์กลับบ้าน


ช่วงที่หนักที่สุดคือช่วงที่ไทด์คบกับกลุ่มเพื่อนที่ติดยาเสพติด โดดเรียน แอบหนีไปเที่ยว
ไปเล่นเกมส์กับเพื่อนข้างนอกตลอด โดยไทด์เล่มเกมส์ติดต่อกันวันละประมาณ 5-12 ชั่วโมงต่อวันทุกวัน
มีอยู่วันหนึ่ง ไทด์แอบหนีไปเล่นเกมส์จนดึกดื่นข้ามคืน โทรไปก็ไม่ติด เพราะไทด์ปิดมือถือทิ้งไว้ 
จนแม่นึกว่าไทด์โดนลักพาตัวไปแล้ว จึงให้พี่ชายรีบโทรไปแจ้งความ
แล้วออกไปตามหาที่ร้านเกมส์ย่านช้างทองรังสิตคลอง 2 แต่ก็ไม่พบ เพราะไทด์ไปแอบอยู่ที่หลังร้าน
เมื่อเล่นจนเงินหมดไทด์จึงกลับมาที่บ้าน เห็นพ่อนั่งรออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว ไทด์คิดในใจว่า “สงสัยโดนตีแน่ๆตู”
พ่อก็บอกว่าให้ขึ้นไปหาแม่บนห้องแม่รออยู่ เมื่อไทด์เปิดประตูเข้าไป เห็นแม่ตาแดงมีน้ำตาซึม
แม่ถามไทด์ว่า “ทานข้าวมาแล้วหรือยังลูก…” แทนที่แม่จะตี จะดุ จะด่า
แม่กลับถามไทด์ด้วยประโยคที่ห่วงใย จึงทำให้ไทด์เริ่มรู้สึกสำนึกผิดที่ทำให้แม่เสียใจ



ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ครอบครัวกำลังประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย แม่เล่าให้ไทด์ฟังว่า
เมื่อก่อนนั้นชีวิตของพ่อกับแม่ลำบากมากกว่านี้หลายเท่า ทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการครูธรรมดาๆ
สอนอยู่ที่โรงเรียนทางภาคตะวันออก ในทุกๆวันจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อขับรถรับจ้างขนไส้ไก่ไปส่งให้บ่อปลาแต่ละแห่ง
เสร็จแล้วก็ต้องมาจัดแผงหนังสือพิมพ์ที่ร้านขายหนังสือหน้าบ้าน แล้วจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อขับรถรับส่งนักเรียน
ตามบ้านต่างๆไปยังโรงเรียน แล้วสอนหนังสือจนกระทั่งถึงตอนเย็นก็ยังรับจ๊อบพิเศษต่างๆ
กว่าจะได้นอนก็ประมาณเที่ยงคืน แล้วก็ตื่นอีกทีตอนตี 4 ทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำ
เมื่อไทด์ได้ฟังเรื่องราวความลำบากของพ่อและแม่แล้ว จึงทำให้ไทด์เกิดแรงบรรดาลใจมุ่งมั่น
ที่อยากจะปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้เลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ให้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องลำบากอย่างที่แล้วมา

วันต่อมานั้นเอง คุณพ่อจึงได้พาไทด์ไปปฏิบัติธรรมที่วัดและกราบไหว้รูปหล่อพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ)
แล้วได้ไปรับฟังธรรมจากพระอาจารย์ ไทด์จำได้ขึ้นใจว่า ท่านได้เทศน์ประโยคหนึ่งที่ทำให้ไทด์เปลี่ยนชีวิตไปทั้งชีวิต
“…อาตมาเชื่อว่า ทุกคนล้วนปราถนาความสุขกันทั้งนั้น แต่คนส่วนมาก มักจะไม่รู้กันว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
จึงหลงไปแสวงหาความสุขแบบสุกๆดิบๆ ภายนอกกัน จนก่อให้เกิดการกระทำกรรมต่างๆขึ้นมา
และกรรมทุกกรรมจะต้องส่งผลในอนาคตอย่างแน่นอน เหมือนล้อเกวียน จะต้องหมุนทับรอยเท้าโคปานฉะนั้น…”

และพระอาจารย์ยังได้แนะนำหนังสือของ คุณบัณฑิต อึ้งรังษี มาให้อ่านอีกด้วย โดยท่านสอนให้รู้จักการ “ตั้งเป้าหมาย” ในชีวิต
เพราะแท้จริงแล้ว ความแตกต่างของคนที่ประสบความเร็จเร็วกับช้า อยู่ที่เพียงแค่ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเด็ก 2 คน ที่มีทุกอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งสติปัญญาหรือฐานะ แต่ต่างกันตรงที่เด็กคนแรกตั้งเป้าหมายว่า
ฉันจะต้องสอบให้ได้เกรด 4 แต่เด็กคนที่สองกลับไม่ตั้งเป้าหมายใดๆเลย เรียนไปวันๆเพราะโดนบังคับให้เรียน
เชื่อได้เลยว่าเด็กคนแรก จะต้องได้ผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กคนที่สองอย่างแน่นอน


การที่ได้ไปฟังธรรมในวันนั้น จึงทำให้ไทด์ในวัย 15 ปี เริ่มตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตนเอง 
พร้อมทั้งได้ไปปฏิบัติธรรม รักษาศีล และช่วยงานบุญต่างๆที่วัดตลอดมา หากจัดเวลาได้ไทด์ก็จะบวชปฏิบัติธรรมที่วัดอยู่บ่อยครั้ง
ล่าสุดก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ อยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ 

หลังจากนั้นชีวิตของไทด์ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ผลการเรียนจากสอบตกติด 0
ถึง 3 ปีซ้อน ก็กลับดีขึ้นมามีเกรดเฉลี่ยเป็น 3.75 และในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 อยู่นั้น
ไทด์ก็ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่ไปด้วย (ระบบ Pre-Degree)


เมื่อไทด์เรียนอยู่ชั้น ม.6 เพื่อนๆจึงได้ขอให้สมัครเป็นประธานนักเรียน
แล้วก็ได้รับเลือกตั้งจากเพื่อนๆทั้งโรงเรียนให้เป็นประธานนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต
และนอกจากนั้นยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานนักเรียนของจังหวัด และประธานชมรมขององค์กรต่างๆอีกมากมาย
ช่วงนั้นไทด์ต้องทำรับภาระต่างๆทำกิจกรรมหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมภายในโรงเรียน
และนอกโรงเรียน อีกทั้งยังต้องเรียนมัธยม ควบคู่กับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รามคำแหงที่ขึ้นชื่อว่าจบยากมหาหินสุดๆ
เพราะไม่มีคะแนนเก็บคอยช่วย ต้องสอบอย่างเดียว 100%


มีผู้ใหญ่เคยสอนไทด์ว่า “คนที่แบกรับภาระเยอะๆคือคนที่มีบุญ” ตอนนั้นไทด์ฟังก็ไม่เข้าใจว่า หมายถึงอะไร
แต่มาตอนนี้ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เพราะการที่เราแบกรับภาระต่างๆจะช่วยทำให้เราฝึกฝนพัฒนาตนเอง
เช่นการบริหารเวลา คนเรามีเวลาจำกัดเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่งานนั้นมีเยอะมากมาย เราจึงจะต้องเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน
และที่สำคัญอย่าไปเสียดายถึงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และอย่าไปกังวลถึงเวลาในอนาคตที่มันยังไม่มาถึง 
จนลืมไปว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือ “ปัจจุบัน”  ดังนั้นเราจะต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด


เมื่อไทด์เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไทด์ก็ได้ใช้เวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงต่ออีกเพียงแค่ 1 ปี
จนกระทั่งจบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต ในขณะที่มีอายุ 19 ปี และเมื่อตอนที่ไทด์เรียนปริญญาตรีปีสุดท้ายอยู่นั้น
ไทด์ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปริญญาโท บริหารธุรกิจ MBA (Pre-Master Degree) ควบคู่ไปด้วย
ทำให้สามารถคว้าปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิตมาได้อีกใบ ในขณะที่มีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น

ตอนที่ไทด์กำลังเรียน MBA อยู่นั้น มีวิชาหนึ่งชื่อว่าวิชาแผนธุรกิจ สอนโดยท่านอาจารย์ดร.นิเวศน์ ธรรมะ 
อาจารย์ได้ให้นักศึกษารวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน จำลองแผนธุรกิจขึ้นมาในห้องเรียน 
ในกลุ่มจึงช่วยกันคิดว่าจะจำลองธุรกิจอะไรดี เมื่อได้ไปค้นคว้าวิจัยการตลาดมาแล้ว 
เห็นว่าธุรกิจเครื่องสำอางจะมีโอกาสเติบโตสูงมากในอนาคต เพราะทุกวันนี้เครื่องสำอางกลายเป็นปัจจัยที่ 5 
ที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยไม่ว่าหญิงหรือชายจำเป็นจะต้องหามาใช้กันทุกวัน และที่สำคัญประเทศไทยถือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน 
ในด้านธุรกิจเครื่องสำอาง เมื่อมีการเปิด AEC อย่างเป็นทางการแล้ว ธุรกิจเครื่องสำอางของไทย 
จะได้รับประโยชน์อย่างสูงที่สุด ทุกคนในกลุ่มจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะจำลองแผนธุรกิจเครื่องสำอางขึ้นมา
เพื่อใช้ในการ Present ในห้องเรียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องสำอางแบรนด์ IREAL (ไอเรียล) 
ซึ่งได้ตั้งชื่อแบรนด์ และออกแบบโลโก้ในห้องเรียนนั้นเอง


หลังจากเรียนจบกันไปแล้ว เห็นว่าไม่มีใครในกลุ่มจะสนใจนำแผนธุรกิจแบรนด์ไอเรียลไปใช้ทำอะไร 
ไทด์จึงได้นำแบรนด์ไอเรียลในห้องเรียนนั้น ไปสร้างเป็นธุรกิจจริงๆขึ้นมา เมื่อไทด์อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ 
สามารถทำนิติกรรมได้เองแล้ว ก็ได้ไปจดทะเบียนเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า 
จังหวัดปทุมธานี ด้วยตัวเอง เพราะไม่มีเงินที่จะไปจ้างสำนักงานบัญชีจดให้ เมื่อจดทะเบียนเสร็จแล้ว 
ไทด์ก็รีบวิ่งเอาใบทะเบียนบริษัทฯไปอวดให้พ่อแม่ดู พร้อมกับพูดว่า 
“เดี๋ยวพ่อกับแม่คอยดูนะ วันนึงไทด์จะทำให้บริษัทฯนี้มีโรงงานเป็นร้อยๆล้านส่งออกเครื่องสำอางไปทั่วโลกให้ได้…”


แล้วไทด์ก็ได้นำแผนธุรกิจจากในห้องเรียน ไปปรึกษากับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 
กระทรวงพาณิชย์ ในโครงการต้นกล้าทูโกลด์ พัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย สู่สากล 
โดยมีท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มอบหมายให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด 
มาช่วยกันพัฒนาต่อยอดแผนธุรกิจแบรนด์ IREAL ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้จริง 
ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งออกแบบแพคเกจจิ้งให้ใหม่ และพาไปออกบูทหาคู่ค้า ตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศอีกด้วย


เมื่อได้แผนยุทธศาสตร์จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแล้ว ไทด์ก็ได้นำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้น
ไปยื่นขอสินเชื่อตามธนาคารต่างๆ แต่ก็ยังไม่มีธนาคารใดยอมปล่อยสินเชื่อให้ เพราะสุดท้ายแต่ละธนาคารก็จะบอกว่า 
อายุน้อยเกินไป ไม่น่าจะสามารถมีศักยภาพในการชำระหนี้ได้ สุดท้ายจึงได้เข้าไป Present ให้ผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งฟังด้วยตนเอง 
แล้วผู้การท่านก็ถามถึงหลักทรัพย์ที่จะใช้ในการค้ำประกันสินเชื่อ แต่ไทด์ยังไม่มีหลักทรัพย์ใดๆทั้งสิ้น 
ซึ่งในตอนนั้นได้มีโครงการของ บสย. ที่จะช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่พอดี 
จึงทำให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อมาก้อนแรกจำนวน 5 ล้านบาทในขณะอายุ 20 ปี



ไทด์ได้นำเงินสินเชื่อก้อนแรกมาสร้างห้องผลิตเล็กๆในโรงรถของบ้าน
โดยได้ขอให้น้ามาช่วยผลิตสินค้าให้ และนำสูตรของผลิตภัณฑ์ไปจดสิทธิบัตร 
และเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองจนได้รับการอนุมัติมาแล้วเรียบร้อยทั้งหมด  
และจึงเริ่มออกบูทกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หาตัวแทนจำหน่ายส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านก่อน 
เริ่มจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า สินค้าใช้ดีแก้ปัญหาผิวให้กับผู้ใช้ได้อย่างตรงจุดจนกระทั่งเกิดกระแสการบอกปากต่อปาก 
ทำให้สามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศออสเตลเลีย จีน และญี่ปุ่น ฯลฯ ได้อย่างรวดเร็ว






ในปี 2554 ธุรกิจของไทด์ที่กำลังไปได้ด้วยดี ก็ต้องหยุดชะงักลงอย่างไม่ทันตั้งตัว 
เนื่องจากเกิดมหาอุทกภัยน้ำท่วม ธุรกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร เครื่องจักร แพคเกจจิ้ง 
และสินค้าที่เตรียมส่งลูกค้า ต้องจมอยู่ใต้น้ำเน่านานกว่า 2 เดือน รวมมูลค่าเสียหายไปมากกว่า 10 ล้านบาท





โดยก่อนที่น้ำจะมาถึงรังสิตนั้น ไทด์ได้รับปากที่จะช่วยทำยากันยุงเพื่อส่งให้กองทหารไปช่วยส่งมอบ
ให้กับชาวบ้านที่ประสบอุกทกภัยน้ำท่วมที่อยุธยา และที่ต่างๆที่น้ำท่วม
 
ไทด์เดินลุยน้ำไปส่งที่รถทหารด้วยตนเองข้ามคืนถึงตี 4 เพราะน้ำสูงขึ้นเร็วมาก 
รถทหารไม่สามารถเข้ามารับได้ ช่วยกันทำถึงวินาทีสุดท้าย
จนน้ำท่วมหมดทั้งโรงงาน ทำให้ไม่สามารถเก็บเครื่องจักร หรือแพคเกจจิ้งสินค้าใดๆได้ทัน


แต่ในยามที่เกิดปัญหาใดๆก็ตาม ไทด์จะนึก “ขอบพระคุณ” ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถั่งโถมเข้ามาในชีวิตเสมอ 
เพราะไทด์เชื่อว่า คำขอบพระคุณนี้ จะช่วยทำให้ไทด์คิดบวก ไม่ย่อท้อ มีแรงใจสู้ต่อไป 
และคำว่า “วิกฤติการณ์” ในภาษาจีนเขียนว่า “เหวยจี” ซึ่งมาจากการผสมของคำ 2 คำ ระหว่าง เหวย กับ จี
เหวย แปลว่า วิกฤติ ส่วนจี แปลว่า โอกาส นั่นแสดงว่าบรรพบุรุษจีนต้องการจะสอนให้ชนรุ่นหลังรู้ว่า 
“ในทุกๆวิกฤติย่อมจะมีโอกาสอยู่ข้างในเสมอ” 
หลังจากที่น้ำเริ่มลดลง ไทด์ก็ได้แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการหาทางสร้างโรงงาน 
ณ สถานที่แห่งใหม่ทันที โดยในขณะนั้น ทางภาครัฐได้มีการปล่อยสินเชื่อให้ส่วนหนึ่ง 
ให้แด่ผู้ประกอบการที่ประสบกับมหาอุทกภัยน้ำท่วม โดยมี บสย.เป็นผู้ค้ำประกันให้ ไทด์จึงได้รับการอนุมัติสินเชื่อส่วนหนึ่ง 
ให้มาสร้างโรงงานแห่งใหม่ต่อทันที บนเนื้อที่ 12 ไร่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม มูลค่าในการก่อสร้างรวมหลายร้อยล้านบาท










Ireal Plus เตรียมพร้อมเป็น Beauty Hub of ASEAN 
จึงสร้างโรงงานให้เป็นต้นแบบแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้ผู้คนทั้งในไทย และต่างประเทศได้มาศึกษาเรียนรู้ดูงานกันฟรี



โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง Ireal Plus ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามาก่อนเป็นอันดับ 1
โดยสร้างโรงงานขึ้นตามมาตรฐานระดับสากล (GMP ASEAN) 
ซึ่งมีท่านอดีตนายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 
เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี



ธุรกิจของไอเรียล พลัส มีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ OEM/ODM และ OBM 
OEM/ODM คือการรับจ้างผลิตสร้างแบรนด์เครื่องสำอางให้กับลูกค้า ภายใต้ลิขสิทธิ์ของลูกค้าเอง 
โดยใช้สูตรของโรงงาน ซึ่งมีการนำเข้าสารสกัดนวัตกรรมใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา จากแลปที่มีชื่อเสียงระดับโลก 
หากทำการ Search ข้อมูลใน FDA จะพบว่าในปัจจุบันนี้ ไอเรียล พลัส 
ได้เป็นผู้รับผลิตเครื่องสำอางให้กับแบรนด์ต่างๆมากกว่า 1,500 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.irealplus.com  
https://www.facebook.com/irealplus
โทร.081-903-1789 , 02-549-9457 ถึง 9
Line ID: ATIPUTT




และนอกจากนี้สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการจะเสียเวลามาสร้างแบรนด์ใหม่ ก็สามารถนำแบรนด์ที่บริษัทฯ
ได้พัฒนาคุณภาพเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปส่งออกต่างประเทศอยู่แล้ว นำมาเป็นผู้แทนจัดจำหน่ายได้ทันที (OBM) 
ภายใต้แบรนด์ IREAL ซึ่งขณะนี้ เพิ่งจะมีการเปิดรับสมัครผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในประเทศไทย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ireal.co.th
https://www.facebook.com/irealofficial
โทร. 092-261-1689 , 02-549-9457 ถึง 9 
Line ID: 0922611689


 




เมื่อถามถึงเรื่องการดูแลพนักงาน ไทด์บอกว่า “ไอเรียลพลัสไม่มีคำว่าพนักงาน เพราะพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน…”
ไทด์ให้ความใส่ใจกับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคน เสมือนหนึ่งว่าเป็นคนในครอบครัวจริงๆ 
เช่น บ้านพักพนักงาน ไทด์ลงทุนสร้างไปหลายล้าน หากใครเดินผ่านไปมา ก็คงจะนึกว่าเป็นรีสอร์ท 
ติดแอร์ให้ทุกห้อง มีห้องน้ำส่วนตัวทุกห้อง มีตู้เสื้อผ้า เตียงนอนคุณภาพอย่างดีรับประกัน 15 ปีให้ทุกห้อง 
ที่สำคัญคือ อยู่ฟรี ไม่ต้องเสียค่าเช่า เพียงแต่ช่วยกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟกันเองแค่คนละไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน 
หากเกินกว่านี้บริษัทฯก็จะออกให้เอง


ให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้กระทั่งห้องน้ำพนักงานในโรงงาน ก็ยังทำอย่างสวยงาม 
เพื่อให้ห้องสุขา เป็นห้องแห่งความสุขที่แท้จริง



ในทุกๆเช้าไทด์จะยอมสละเวลางานครึ่งชั่วโมง เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มาสวดมนต์ อาราธนาศีล 5 
และนั่งสมาธิ แผ่เมตตา ร่วมกันก่อนเริ่มงานทุกวัน โดยไทด์ได้ปฏิบัติสิ่งนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ 
จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งไทด์ได้กล่าวว่า 
“แท้จริงแล้วสิ่งนี้คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จทั้งมวล เพราะการสวดมนต์นั่งสมาธิ
จะทำให้ทุกคนมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ มีพลังใจ การทำงาน
การผลิตเครื่องสำอางก็จะมีประสิทธิภาพที่ดีตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญสุดคือ เราได้สร้างคนดี…”


หลังจากที่ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานแล้ว 
จึงมีการขอบพระคุณด้วยการจัดงานเลี้ยงฉลองให้พนักงานเป็นประจำเกือบทุกเดือน
และที่สำคัญ เป็นปาร์ตี้น้ำหวาน น้ำอัดลม จะไม่มีแอลกอฮอล์ใดๆทั้งสิ้นในงาน ก็สามารถสนุกสนานกันได้ทุกครั้ง



และยังมีข่าวดีมาบอกว่า ตอนนี้คุณไทด์เปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเติม หลายตำแหน่ง เพื่อรองรับการขยายโรงงานที่ 2
โดยสามารถส่ง RESUME เข้ามาได้ที่ admin@irealplus.com
หรือ โทร.081-983-6189



รถกระบะคู่ใจคันแรกที่ซื้อตอนเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ขณะอายุ 21 ปี


รถคันที่ 2 ซื้อเพราะแม่เคยพูดกับไทด์ตอนนั่ง Taxi กลับบ้านว่า 
ในชีวิตแม่อยากจะมีโอกาสได้นั่ง Benz ของลูก ไทด์จึงมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน จนสามารถซื้อได้ตอนอายุ 22 ปี 


รถคันที่ 3 ซื้อตอนอายุ 23 ปี


รถที่เคยใฝ่ฝันอยากได้มาตั้งแต่เด็กๆ จึงฝ่าฟันลงมือทำฝันให้เป็นจริง ซื้อด้วยตนเองขณะอายุ 24 ปี

ทุกวันนี้ไทด์ได้อุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือสังคมส่วนรวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ไทด์จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เพราะเด็กและเยาวชนในวันนี้ ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในวันข้างหน้าต่อไป



 


สำหรับท่านใดที่อยากจะปรึกษา หรือสอบถามข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม 
สามารถส่งข้อความเข้าไปที่ Page ของคุณไทด์ได้โดยตรงเลยนะคะที่

https://www.facebook.com/ceoireal

หวังว่าบทความนี้จะเป็นกำลังใจให้ใครหลายๆคนได้สู้ต่อไป ทำความฝันให้เป็นจริงกันนะคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ