“ผมแค่อยากทำให้พ่อแม่ อยู่อย่างสุขสบาย ได้นั่งสมาธิ ทำบุญทุกวัน แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”
ไทด์ในวัย 22 ปี ไม่ยอมแพ้ เริ่มต้นลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง ด้วยการสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางแห่งใหม่
บนเนื้อที่ 12 ไร่ มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท โดยได้รับสินเชื่อส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงิน
ซึ่งมีบสย.ค้ำประกันให้จนสามารถกลับมารันเครื่องจักรได้อีกครั้ง
เมื่ออายุ 23 ปี ไทด์สามารถผลิตเครื่องสำอางส่งออกให้กับแบรนด์ต่างๆมากกว่า 1,500 ผลิตภัณฑ์ทั่วโลก
จนได้รับรางวัล PM Award จากฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดที่รัฐบาลได้มอบให้แก่ผู้ส่งออกสินค้าดีเด่น
โดยเป็นบริษัทเดียวในประเทศที่ได้รับรางวัลนี้ในประเภท Best Business Rising Star

ไทด์ทำลายสถิติอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริษัทให้เจริญเติบโตขึ้น
จนได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ จากท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด
ของกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นผู้บริหารคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ในขณะที่อายุน้อยที่สุด
ตั้งแต่เคยมีการจัดตั้งรางวัลนี้มา (ผู้บริหารที่เคยได้รับรางวัลนี้ อาทิเช่น ท่านเจ้าสัวซีพี เป็นต้น)

แต่ก่อนจะมาเป็นไทด์ในวันนี้ ในอดีตนั้นชีวิตไทด์เป็นคนละขั้วแบบคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
ไทด์เป็นเด็กที่มีสมาธิและความจำสั้นกว่าเด็กคนอื่นๆ อาจเป็นเพราะสมองเติบโตไม่เต็มที่
จากการเกิดก่อนกำหนด เนื่องจากคุณแม่ขณะกำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ท่านต้องฝืนร่างกายทำงานหนักทุกวัน
เพื่อที่จะหาเงินจากทุกทางมาเตรียมไว้ในการเลี้ยงดูลูก และครอบครัวต่อไป
หลังจากที่คุณแม่ได้คลอดไทด์ออกมาแล้ว ท่านก็พักฟื้นจากการผ่าตัดอยู่เพียงแค่ไม่กี่วัน
ท่านก็ต้องรีบรุกออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดต่อทันที และได้ฝากให้คุณป้า และโรงเรียนประจำ เลี้ยงดูไทด์แทน

ไทด์ในวัยเด็กนั้น แสนจะเกเร ใครๆก็บอกว่าเป็นเด็กที่ไม่เอาไหนเลย
ไม่เคยอยู่โรงเรียนไหนนานเกินกว่า 3 ปี เพราะต้องถูกย้ายโรงเรียนตลอด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณป้าได้พาไทด์ไปสมัครเรียนที่แห่งใหม่
ในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ยื่นสมุดพก ผลการเรียนของไทด์ให้ผอ.โรงเรียนดังกล่าวดู
เมื่อดูเสร็จผอ.ท่านนั้นก็รีบส่งสมุดพกคืนกลับมาทันที พร้อมกับพูดว่า เด็กคนนี้ไม่มีสิทธิ์สมัครเข้าสอบ
เนื่องจาก
ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาก สอบได้ที่โหล่ของห้อง สอบตกติด 0 ถึง 3 ปีซ้อนทำให้คุณป้าต้องร้องไห้เสียใจจูงมือไทด์กลับบ้าน

ช่วงที่หนักที่สุดคือช่วงที่ไทด์
คบกับกลุ่มเพื่อนที่ติดยาเสพติด โดดเรียน แอบหนีไปเที่ยว
ไปเล่นเกมส์กับเพื่อนข้างนอกตลอด โดยไทด์เล่มเกมส์ติดต่อกันวันละประมาณ 5-12 ชั่วโมงต่อวันทุกวัน
มีอยู่วันหนึ่ง ไทด์แอบหนีไปเล่นเกมส์จนดึกดื่นข้ามคืน โทรไปก็ไม่ติด เพราะไทด์ปิดมือถือทิ้งไว้
จนแม่นึกว่าไทด์โดนลักพาตัวไปแล้ว จึงให้พี่ชายรีบโทรไปแจ้งความ
แล้วออกไปตามหาที่ร้านเกมส์ย่านช้างทองรังสิตคลอง 2 แต่ก็ไม่พบ เพราะไทด์ไปแอบอยู่ที่หลังร้าน
เมื่อเล่นจนเงินหมดไทด์จึงกลับมาที่บ้าน เห็นพ่อนั่งรออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว ไทด์คิดในใจว่า “สงสัยโดนตีแน่ๆตู”
พ่อก็บอกว่าให้ขึ้นไปหาแม่บนห้องแม่รออยู่ เมื่อไทด์เปิดประตูเข้าไป เห็นแม่ตาแดงมีน้ำตาซึม
แม่ถามไทด์ว่า “ทานข้าวมาแล้วหรือยังลูก…” แทนที่แม่จะตี จะดุ จะด่า
แม่กลับถามไทด์ด้วยประโยคที่ห่วงใย จึงทำให้ไทด์เริ่มรู้สึกสำนึกผิดที่ทำให้แม่เสียใจ


ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่
ครอบครัวกำลังประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย แม่เล่าให้ไทด์ฟังว่า
เมื่อก่อนนั้นชีวิตของพ่อกับแม่ลำบากมากกว่านี้หลายเท่า ทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการครูธรรมดาๆ
สอนอยู่ที่โรงเรียนทางภาคตะวันออก ในทุกๆวันจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อขับรถรับจ้างขนไส้ไก่ไปส่งให้บ่อปลาแต่ละแห่ง
เสร็จแล้วก็ต้องมาจัดแผงหนังสือพิมพ์ที่ร้านขายหนังสือหน้าบ้าน แล้วจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อขับรถรับส่งนักเรียน
ตามบ้านต่างๆไปยังโรงเรียน แล้วสอนหนังสือจนกระทั่งถึงตอนเย็นก็ยังรับจ๊อบพิเศษต่างๆ
กว่าจะได้นอนก็ประมาณเที่ยงคืน แล้วก็ตื่นอีกทีตอนตี 4 ทำแบบนี้ทุกวันเป็นประจำ
เมื่อไทด์ได้ฟังเรื่องราวความลำบากของพ่อและแม่แล้ว จึงทำให้ไทด์เกิดแรงบรรดาลใจมุ่งมั่น
ที่อยากจะปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้เลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ให้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องลำบากอย่างที่แล้วมาวันต่อมานั้นเอง คุณพ่อจึงได้พาไทด์ไปปฏิบัติธรรมที่วัดและกราบไหว้รูปหล่อพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ)
แล้วได้ไปรับฟังธรรมจากพระอาจารย์ ไทด์จำได้ขึ้นใจว่า ท่านได้เทศน์ประโยคหนึ่งที่ทำให้ไทด์เปลี่ยนชีวิตไปทั้งชีวิต
“…อาตมาเชื่อว่า ทุกคนล้วนปราถนาความสุขกันทั้งนั้น แต่คนส่วนมาก มักจะไม่รู้กันว่า
ความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหนจึงหลงไปแสวงหาความสุขแบบสุกๆดิบๆ ภายนอกกัน จนก่อให้เกิดการกระทำกรรมต่างๆขึ้นมา
และกรรมทุกกรรมจะต้องส่งผลในอนาคตอย่างแน่นอน เหมือนล้อเกวียน จะต้องหมุนทับรอยเท้าโคปานฉะนั้น…”
และพระอาจารย์ยังได้แนะนำหนังสือของ
คุณบัณฑิต อึ้งรังษี มาให้อ่านอีกด้วย โดยท่านสอนให้รู้จักการ
“ตั้งเป้าหมาย” ในชีวิต
เพราะแท้จริงแล้ว ความแตกต่างของคนที่ประสบความเร็จเร็วกับช้า อยู่ที่เพียงแค่ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเด็ก 2 คน ที่มีทุกอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งสติปัญญาหรือฐานะ แต่ต่างกันตรงที่เด็กคนแรกตั้งเป้าหมายว่า
ฉันจะต้องสอบให้ได้เกรด 4 แต่เด็กคนที่สองกลับไม่ตั้งเป้าหมายใดๆเลย เรียนไปวันๆเพราะโดนบังคับให้เรียน
เชื่อได้เลยว่าเด็กคนแรก จะต้องได้ผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กคนที่สองอย่างแน่นอน

การที่ได้ไปฟังธรรมในวันนั้น จึงทำให้
ไทด์ในวัย 15 ปี เริ่มตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตนเอง พร้อมทั้งได้ไป
ปฏิบัติธรรม รักษาศีล และช่วยงานบุญต่างๆที่วัดตลอดมา หากจัดเวลาได้ไทด์ก็จะบวชปฏิบัติธรรมที่วัดอยู่บ่อยครั้ง
ล่าสุดก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ อยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นชีวิตของไทด์ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ผลการเรียนจากสอบตกติด 0
ถึง 3 ปีซ้อน ก็กลับดีขึ้นมามีเกรดเฉลี่ยเป็น 3.75 และในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 อยู่นั้น
ไทด์ก็ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่ไปด้วย (ระบบ Pre-Degree)

เมื่อไทด์เรียนอยู่ชั้น ม.6 เพื่อนๆจึงได้ขอให้สมัครเป็นประธานนักเรียน
แล้วก็ได้รับเลือกตั้งจากเพื่อนๆทั้งโรงเรียนให้เป็น
ประธานนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิตและนอกจากนั้นยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานนักเรียนของจังหวัด และประธานชมรมขององค์กรต่างๆอีกมากมาย
ช่วงนั้นไทด์ต้องทำรับภาระต่างๆทำกิจกรรมหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมภายในโรงเรียน
และนอกโรงเรียน อีกทั้งยังต้องเรียนมัธยม ควบคู่กับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รามคำแหงที่ขึ้นชื่อว่าจบยากมหาหินสุดๆ
เพราะไม่มีคะแนนเก็บคอยช่วย ต้องสอบอย่างเดียว 100%

มีผู้ใหญ่เคยสอนไทด์ว่า
“คนที่แบกรับภาระเยอะๆคือคนที่มีบุญ” ตอนนั้นไทด์ฟังก็ไม่เข้าใจว่า หมายถึงอะไร
แต่มาตอนนี้ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เพราะการที่เราแบกรับภาระต่างๆจะช่วยทำให้เราฝึกฝนพัฒนาตนเอง
เช่นการบริหารเวลา คนเรามีเวลาจำกัดเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่งานนั้นมีเยอะมากมาย เราจึงจะต้อง
เลือกทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนและที่สำคัญอย่าไปเสียดายถึงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และอย่าไปกังวลถึงเวลาในอนาคตที่มันยังไม่มาถึง
จนลืมไปว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือ “ปัจจุบัน” ดังนั้นเราจะต้อง
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
เมื่อไทด์เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไทด์ก็ได้ใช้เวลาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงต่ออีกเพียงแค่ 1 ปี
จนกระทั่ง
จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต ในขณะที่มีอายุ 19 ปี และเมื่อตอนที่ไทด์เรียนปริญญาตรีปีสุดท้ายอยู่นั้น
ไทด์ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปริญญาโท บริหารธุรกิจ MBA (Pre-Master Degree) ควบคู่ไปด้วย
ทำให้สามารถคว้า
ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิตมาได้อีกใบ ในขณะที่มีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น
