วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รีโนเวท ตึกแถวปลวกๆ ให้กลายเป็นตึกแถวแบบ Hipster สุดหรู cr:http://www.dodeden.com/93982.html

ดูการรีวิว รีโนเวท “บ้าน” มาก็เยอะ ทั้งบ้านใหม่บ้านเก่า บ้านร้าง ให้กลายเป็นบ้านหรูหราสุดไฮโซ มาก็หลากหลาย แต่วันนี้โดดเด่นดอทคอมได้ไปสะดุดตากับรีวิวของ asahi dry จากเว็บไซต์พันทิป ที่เห็นแล้วก็อึ้งไปเลย เพราะถ้าไม่บอกนี่คือตึกที่ถูกรีโนเวทมาใหม่ นึกว่าคอนโด หรือโรงแรมสวยๆแบบ Hipster เลย!!
ต้องออกตัวก่อนเลยว่านี่เป็นรีวิวแรกครับเกี่ยวกับการรีโนเวทตึกแถวซึ่งก็คือบ้านหรือเรือนหอของผมและภรรยานั่นเอง ที่จริงอยากทำนานแล้วแต่เพิ่งมีเวลามานั่งถ่ายรูปจัดบ้านใหม่ให้สวยงามเพราะทำบ้านเสร็จมา 2 ปีแล้ว แต่ช่วงนี้ออกจากงานประจำแล้วรับฟรีแลนซ์เลยมีเวลามากขึ้นเพราะงานน้อยลง 555
ตัวผมเองมีอาชีพเป็นมัณฑนากรอยู่แล้วหรือ Interior designer นั่นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องออกแบบตกแต่งภายในนั้นเป็นงานถนัดอยู่แล้วเพราะทำอยู่ทุกวัน ตัวอาคารเดิมค่อนข้างเก่าน่าจะ 30-40 ปีมาแล้ว เป็นรูปที่ถ่ายในซอยเนื่องจากหารูปก่อนรีโนเวทไม่เจอแต่ตึกแถวในซอยก็หน้าตาเหมือนๆกันหมด
1430226669-2015041317-o
1430226794-IMG8417-o
1430226829-IMG8412-o
เนื่องจากตึกเก่ามากหน้าบ้านกว้างแค่ 3.4 ม.(ซึ่งปกติเดี๋ยวนี้ตึกแถวหน้ากว้าง 4 ม.ขึ้นไป)สูง 4 ชั้น รวมชั้นลอยจะเป็น 5 ชั้น และระบบน้ำ ไฟฟ้า เก่ามากจึงต้องการรื้อใหม่ทั้งหมด ส่วนคอนเสปดีไซน์ที่อยากได้ก็คือแบบ Contemporary ดูอบอุ่นๆ แบบห้องรกๆก็ยังสวยได้ ไม่เอาแบบโมเดิร์นเรียบจ๋อง อารมณ์บ้านยุโรปนิดๆ
ส่วนภายนอกก็อยากให้มีระแนงมาปิดด้านนอกเพื่อบังสายตาจากตึกฝั่งตรงข้ามและลดความร้อนจากแสงแดดในตัวจึงเริ่มต้นออกแบบภายนอกใหม่ให้มีระแนงครอบ และกันสาดที่ดูโมเดิร์น ประตูหน้าบ้านออกแบบให้เป็นประตูไม้เพราะไม่ต้องจอดรถในบ้าน และอยากได้อารมณ์เหมือนบ้านยุโรปนิดๆ
1430227007-b9d8f77a89-o
1430227148-f3-o

001
หลังจากนั้นก็เริ่มรีโนเวทหน้าต่างเดิมก็เจาะช่องใหม่ให้ลงถึงพื้นเพื่อให้ดูโปร่งขึ้นของเดิม
002
หน้าบ้านเดิมที่เป็นประตูเหล็กแบบตึกแถวทั่วไปก็เปลี่ยนเป็นประตูไม้บานคู่มีซุ้มปูนและไฟสไตล์ยุโรปแบบนี้ตามที่ออกแบบไว้
003
แตกต่างจากบ้านข้างๆอย่างสิ้นเชิงเหอๆๆ
1430227687-IMG8491-o
1430227713-IMG8492-o
มาดูภายในกันบ้าง
ชั้น 1 โถงทางเข้า/ห้องนั่งเล่น/ห้องน้ำ
การเปลี่ยนแปลงหลักๆ คือ
-เปลี่ยนประตูทางเข้า
-กั้นห้องติดแอร์เนื่องจากเข้ามาจะเป็นโถงสูง 2 ชั้น
-ขยายห้องน้ำด้านหลังบ้าน
-กรุผนังบางส่วนให้หนาขึ้นด้วยยิปซั่มเพื่อซ่อนสายไฟและท่อแอร์
004
 พื้นทั้งหมดปูกระเบื้องใหม่หมดฝ้าบางส่วนก็กรุยิปซั่มทำฝ้าเรียบ กั้นห้องเพื่อติดแอร์ เข้ามาในบ้านซ้ายมือก็เป็นผนังตกแต่งมีเตาผิงปลอมที่ออกแบบให้เป็นตู้เก็บพวกถุงเท้า ละบรรดาของตกแต่งที่ผมชอบเปลี่ยนไปตามเทศการต่างๆ *ดอกไม้แห้งพวกยิปซี ยิปโซ เป็นเคล็ดลับที่ทำให้บ้านดูดีขึ้นได้ในราคาไม่แพงและอยู่ได้นาน

1430228639-IMG8315-o

1430228678-IMG8311-o

005

1430228867-IMG8331-o

1430229011-IMG8357-o

1430229100-IMG8416-o

1430229131-IMG8472b-o

1430229629-IMG8410-o

1430229844-IMG6228-o

1430230035-IMG6277-o

1430230163-IMG5933-o

1430230208-DSC09956-o

1430230232-IMG5902-o

1430230712-2015040416-o

1430230737-IMG6070b-o

1430231552-IMG5987cro-o
1430231586-IMG5988-o

กางโรดแมป "กรีนบัส" โต 100 ล้าน บุกขนส่งทางบกครบวงจรเชื่อมภูมิภาค-AEC

updated: 23 เม.ย 2558 เวลา 16:00:09 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นับเนื่องจากปี 2507 ถึงวันนี้ คือช่วงเวลาบนเส้นทางธุรกิจให้บริการเดินรถโดยสารของบริษัท ชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด ที่เดินทางมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

แรกเริ่มกับชื่อ "เมล์เขียว" คุ้นชินและเรียกกันจนติดปากของผู้โดยสารสายเหนือแบรนดิ้งสู่ "Green Bus" ปั้นแต่งให้เป็นแบรนด์อินเตอร์เพื่อเชื่อมรุกไปยังทุกเส้นทางในภูมิภาคและต่างประเทศในกลุ่ม AEC ด้วยยอดขายที่พุ่งทะยานถึง 100 ล้านบาท "สมชาย ทองคำคูณ" กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารเครือชัยพัฒนาเชียงใหม่ CEO แห่งกรีนบัส กางโรดแมปการเติบโตผ่าน "ประชาชาติธุรกิจ"

สมชายบอกว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาได้ปรับโครงสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Business United วางกิจการทุกประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเครือชัยพัฒนาเชียงใหม่ หรือ "กรีนคอร์ป" (Green Corp) ได้แก่ Green Bus ธุรกิจรถโดยสารประจำทาง, Green Logistics ธุรกิจรับ-ส่งพัสดุและโลจิสติกส์, Green Travel ธุรกิจรถโดยสารไม่ประจำทาง, Green Auto ธุรกิจซ่อมบำรุงรถโดยสาร และ Green Support ธุรกิจด้านการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ให้กับธุรกิจในเครือ

โดยธุรกิจรถโดยสารประจำทางภายใต้แบรนด์ Green Bus คือธุรกิจหลักขององค์กรที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และปีนี้ (2558) ได้คาดการณ์รายได้ที่จะเติบโตกว่า 100 ล้านบาท ปัจจุบันได้รับสัมปทานการเดินรถกว่า 20 เส้นทางครอบคลุมภาคเหนือตอนบนทั้งหมด อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตาก รวมถึงเส้นทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง จนถึงภาคใต้ ได้แก่ นครสวรรค์ สิงห์บุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต มีจุดจำหน่ายบัตรโดยสารมากกว่า 100 จุด ให้บริการแก่ผู้โดยสารวันละราว 100 เที่ยว มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี รวมมากกว่า 5 หมื่นเที่ยววิ่งต่อปี

ในปี 2557 กรีนคอร์ปได้ซื้อกิจการของบริษัท โชครุ่งทวีทัวร์ จำกัด ด้วยงบฯลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งมีรถโดยสารประจำทางวิ่งอยู่ในเส้นทางเชียงราย-ภูเก็ต ผ่านทางจังหวัดพิษณุโลก และเส้นทางจากพิษณุโลก-เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ผ่านพิษณุโลก และกรุงเทพฯ-เชียงราย กรุงเทพฯ-แม่สาย และกรุงเทพฯ-เชียงของ มีจำนวนรถทั้งหมด 31 คัน

ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับบริษัท ปิยะรุ่งเรืองทัวร์ จำกัด พันธมิตรที่ให้บริการรถโดยสารในเขตภาคใต้ เปิดให้บริการเส้นทางหมายเลข 877 แม่สาย-ด่านนอก ให้บริการจากด่านชายแดนที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปยังอำเภอด่านนอก จังหวัดสงขลา รวมระยะทาง 1,888 กิโลเมตร ถือเป็นเส้นทางโดยสารรถประจำทางที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยผู้โดยสารสามารถใช้เส้นทางนี้เดินทางเชื่อมต่อได้ถึง 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า ไทย และมาเลเซีย


นายสมชาย ทองคำคูณ


บุกแดนอีสานเปิดบึงกาฬ-แม่สาย


สมชายบอกว่า ในปี 2558 นี้ทางกลุ่มได้ลงทุนสั่งต่อตัวรถโดยสารรุ่นใหม่อีก 10 คันความยาว 15 เมตร ยี่ห้อ Scania จากประเทศสวีเดน มูลค่าการลงทุนกว่า 80 ล้านบาท เฉลี่ยคันละกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต และมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสูงตามมาตรฐานยุโรป ที่สามารถวิ่งในระยะทางไกลได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตรขึ้นไป โดยทางกลุ่มถือเป็นรายแรกที่ได้นำรถขนาดความยาว 15 เมตรมาให้บริการเดินรถโดยสารภายในประเทศใน 3 เส้นทาง คือ เชียงราย-ภูเก็ต 4 คัน, เชียงใหม่-ภูเก็ต 4 คัน และแม่สาย-บึงกาฬ 2 คัน

ทั้งนี้ เส้นทางสายอีสานนับเป็นการเปิดเส้นทางล่าสุดของกรีนบัส โดยนำร่อง "บึงกาฬ-แม่สาย" เป็นเส้นทางแรกที่จะเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือเข้าหากัน ด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางข้ามภูมิภาคที่มีการขยายตัวในทุกมิติ โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวแบบช้า ๆ (Slow Tour) มากขึ้น เน้นการท่องเที่ยวแบบ Back Pack มากขึ้น ซึ่งการเดินทางในระยะไกลของผู้บริโภคกลุ่มนี้ การรองรับด้วยรถโดยสารที่มีความทันสมัยสะดวกสบายจึงสามารถตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด

"เราจะเปิดเส้นทางเชื่อมภาคเหนือกับภูมิภาคต่างๆ ทุกภาคของประเทศไทย จะเน้นในจุดที่สายการบินโลว์คอสต์ไม่มีให้บริการ เราจะเป็นการเดินทางแบบ All Point to Point หมายถึงการเชื่อมโยงเส้นทางจากทุก ๆ เส้นทางไปสู่อีกจุดหมายปลายทางหนึ่ง โดยจะเน้นกลุ่มผู้ทำงานและนักท่องเที่ยวในระดับ B ถึง A โดยเส้นทางภาคตะวันออกจะเป็นสเต็ปต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและหาพันธมิตร ซึ่งคาดว่าภายใน 5 ปีนี้กรีนบัสจะมีเน็ตเวิร์กทั่วประเทศ"




ยึด AEC เชียงใหม่-ย่างกุ้ง

ซีอีโอกรีนบัสยังบอกอีกว่า การรุกเปิดเส้นทางระหว่างประเทศในอาเซียนและจีน นอกจากนำร่องในเส้นทางเชียงราย-คุนหมิง และเวียงจันทน์แล้ว ยังมีแผนที่จะเปิดเส้นทางเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงที่ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย หากมีการเปิดให้สัมปทาน และทำธุรกิจในลักษณะ Code Share ทางกลุ่มอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในเส้นทางเชียงใหม่-ย่างกุ้ง โดยกำลังเจรจากับผู้ประกอบการเดินรถโดยสารของประเทศพม่า ที่ให้บริการเส้นทางจากแม่สอด-เมียวดี-ย่างกุ้ง ซึ่งศักยภาพการเดินทางท่องเที่ยว และประกอบธุรกิจผ่านเส้นทางนี้จะขยายตัวมากขึ้น เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานจะเสร็จสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

หากวิเคราะห์การก้าวเดินของกรีนคอร์ปเป็นการวางRoadMap ทางธุรกิจชัดเจนที่จะครองส่วนแบ่งด้านการขนส่งคนทางบกให้มีเส้นทางครอบคลุมภายในประเทศและระหว่างประเทศให้มากที่สุดเพื่อจะสนองตอบต่อการเดินทางในการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่กำลังเติบโต ซึ่งหลังจากนี้ทางกรีนคอร์ปอยู่ระหว่างการแต่งตัวเพื่อจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 3-5 ปีนี้ โดยมีธุรกิจที่ครอบคลุมด้านการขนส่งทางบกอย่างครบวงจร

นี่คือการเติบใหญ่ของธุรกิจภูธรอีกรายหนึ่งที่กำลังก้าวสู่ธุรกิจข้ามชาติ และเป็นธุรกิจไทยที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีอาเซียนในอนาคต

"โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุดใน 3 โลก"

ผมเขียนเรื่องนี้ลงในเพจของผมเอง
แล้วคนแชร์กันเยอะ 

จนมีเพื่อนคนนึงที่เป็นคุณแม่บอกให้เอามาลง Pantip สิ
คุณพ่อ คุณแม่ หรือ คนที่เกี่ยวข้องจะได้เห็นเยอะขึ้น

ยังไงลองอ่านดูนะครับ


+++ "โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุดใน 3 โลก" +++


ผมพึ่งดู TedTalk มาครับ
อันที่กำลังเป็นที่ฮือฮามากในขณะนี้

ฮือฮา...ถึงขนาด เซอร์เคน โรบินสัน 
เจ้าของ TedTalk ที่มีคนดูมากที่สุดในโลก
ยังขอมีเอี่ยว กดไลค์ กดแชร์...กับเขาด้วย


คลิปนี้เป็นการพูด ของ “ทาคาฮารุ เทซึกะ” สถาปนิกชาวญี่ปุ่น
บนเวที TED Kyoto ครับ



โดย ทาคาฮารุ ได้เล่าให้ฟังถึงแนวคิดการออกแบบโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในที่สร้างขึ้นในโตเกียวเมื่อปี 2007 

ซึ่ง “ทาคาฮารุ เทซึกะ” เล่าได้อย่าง น่ารัก และ น่าสนใจอย่างมาก

สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ 
ผมขออนุญาตสรุปสาระที่คุณทาคาฮารุ 
ถ่ายทอดให้ฟังในแบบของผม...ดังนี้ครับ



แนวคิดที่ ทาคาฮารุ ใช้ออกแบบโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้มีอยู่ 3 ข้อหลักๆ

คือ


1. Circle
2. No Boundaries … No control
3. Some amount of Danger



เริ่มที่


1. “Circle” / กลม

ข้อแรกนี้ ทาคาฮารุ อธิบายว่า
ถ้าใครมีลูกจะต้องรู้ว่า เด็กวัยนี้ชอบวิ่งวนไปวนมาเป็นวงกลม

วิ่งวนรอบตัวพ่อแม่บ้าง... 
วิ่งวนรอบโต๊ะบ้าง... 
วิ่งวนรอบตัวเองบ้าง...

เพราะฉะนั้น ทาคาฮารุ เลยสร้างอาคารเรียนให้เป็นทรงกึ่งกลมกึ่งรีซะเลย 
เพื่อให้ลูกลิงเล็กๆเหล่านี้วิ่งกันให้หนำใจ



จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

ที่เด็กโรงเรียนนี้จะมีระยะทางการวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่
มากกว่า 4 กิโลเมตร ต่อวัน

มากที่สุดถ้าเทียบกับโรงเรียนอนุบาลอื่นๆ



วิ่งขนาดนี้...ไม่แข็งแรงให้มันรู้ไปสิ




2. “No Boundaries … No control” - ปราศจากขอบเขต ปราศจากการควบคุม





จากรูปจะสังเกตได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้จะไม่มีการแบ่งเขตที่ชัดเจนระหว่าง Indoor กับ Outdoor
หากแต่พยายามให้ผสานกันไปอย่างแยกไม่ออก



นั่นเพราะครูใหญ่ และ ทาคาฮารุ เชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างมาให้ ทนแดด ทนน้ำ

เขาบอกว่า...ผู้ใหญ่สุขภาพดีมากมาย 
ออกไปเล่นสกี ปีนเขาในอุณหภูมิที่ติดลบ
ขณะที่อีกมากมายออกไปเล่นเซิร์ฟตัวเปียกๆ 
หรือเล่นกีฬากลางแดดจัดๆ ร้อนๆ


ผู้ใหญ่ยังทำได้...แล้วเราจะไปห้ามเด็กๆทำไม!?!?


อาจจะไม่ต้อง Extreme เท่าผู้ใหญ่
แต่ก็ต้องมีบ้างตามธรรมชาติ


การเอากำแพงกั้นระหว่าง Indoor กับ Outdoor ออก
ย่อมทำให้เด็กๆเหล่านี้วิ่งออกมารับแดด รับฝนกลางแจ้งได้ง่ายขึ้น


ซึ่งแนวคิด "ปราศจากขอบเขต" ยังถูกนำมาใช้กับห้องเรียนอีกด้วย



ทาคาฮารุ บอกว่าการที่เอาเด็กวัยนี้ไปใส่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆนั้น
อาจทำให้เด็กบางคนประหม่า อึดอัด หรือกระวนกระวายได้


ในขณะที่คุณครูใหญ่ของโรงเรียนนี้
(จากการบอกเล่าของ ทาคาฮารุ )
ให้นโยบายว่า...

หากมีเด็กคนไหนที่เรียนๆอยู่แล้วอยากเดินออกจากห้อง
ก็ให้ปล่อยเค้าไป...อย่าไปห้ามเค้า

เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เด็กคนนั้นก็ต้องเดินกลับมาอยู่ดี
เพราะอาคารเป็นวงกลม (ฮา)


ส่วนประโยชน์ข้อสุดท้ายจากแนวคิดของการโยนขอบเขตทิ้งไปนั้นคือ 

...“เสียงดัง” ...


ซึ่งเสียงเหล่านี้สำคัญกับเด็กๆมาก

ทาคาฮารุ อธิบายว่าเป็นที่รู้กันดีว่าเด็กหลับได้ดีกว่าเมื่อมีเสียง
หลักฐานง่ายๆคือถ้าเงียบแล้วหลับ เราจะร้องเพลงกล่อมเด็กกันทำไม


เขายังเล่าต่อว่าผู้ใหญ่หลายคนสามารถจีบ 
พูดคุยกันได้อย่างมีสมาธิในที่เสียงดังอย่างผับบาร์

เด็กที่โรงเรียนแห่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเสียงดังนั้น 
ไม่เป็นปัญหากับสมาธิของพวกเขาเช่นกัน

เหมือนดังครั้งหนึ่ง...ที่เราเคยเติบโตในป่าที่เต็มไปด้วยเสียงต่างๆ
จะเป็นอะไรไปถ้าเรานำห้องเรียนกลับสู่ธรรมชาติ




3. "Some amount of Danger" - อันตรายบ้าง เล็กๆน้อยๆ


สถาปนิกคนเก่งบอกว่า
โรงเรียนนี้ไม่ใช่ที่สถานที่ ที่ปลอดภัยไปซะหมด
และจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้น

เพราะ

มีเชือก มีต้นไม้..... ให้เด็กๆได้ปีนป่าย
มีพื้นต่างระดับ.....ที่ไม่สูงมากนัก ให้เด็กๆ ได้โดดขึ้นลง 
มีชั้นแคบๆ เหมือนอุโมงค์.....ให้เด็กๆได้มุด ให้หัวโขกบ้าง



อาจจะเจ็บเล็กๆน้อยๆ แต่พวกเขาก็ได้เรียนรู้


ทาคาฮารุเชื่อว่าการมีอันตรายเล็กน้อยๆ ในระดับที่พอเหมาะ
ช่วยให้เด็กเติบโตและเรียนรู้

และที่สำคัญที่สุดทำให้พวกเขารู้จักช่วยเหลือกันและกันเพื่อที่จะเอาชนะอันตรายเหล่านั้น

ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่ผู้ใหญ่บางคนในสังคมปัจจุบันไม่มี




"เอ้ย...จะตกแย้ว...ขึ้นไม่ไหว..."

"มาชั้นช่วยเธอเอง"



สวยงามใช่มั้ยครับ

ภาพที่เด็กๆ ช่วยเหลือกัน เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ


ซึ่งที่สวยงามไม่แพ้กัน คือคำพูดของ  “ทาคาฮารุ เทซึกะ” 
ที่สรุปปิดท้าย Presentation ของเขาในครั้งนี้

ว่า

My point is ….do NOT control them, do NOT protect them too much.
They need to stumble sometimes.
They need to get some injuries.
And that make them learn how to live in this world


ประเด็นสำคัญสำหรับผม คือ 
อย่าควบคุมพวกเขา อย่าปกป้องทะนุถนอมพวกเขาเกินไป
พวกเขาจำเป็นที่จะต้องสะดุดล้มลงเพื่อให้ได้แผลบ้าง
และนั่นแหล่ะจะทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้




และนั่นแหล่ะคือโรงเรียนอนุบาลของ “ทาคาฮารุ เทซึกะ”





.......

ปล. ใครที่พอฟังภาษาอังกฤษได้ อยากให้ลองไปดูคลิปนี้ดูครับ
เพียงแค่ 9 นาที แต่อัดแน่นไปด้วยแนวคิดดีๆ ความน่ารักของเด็กๆ
และ สำเนียงภาษาอังกฤษแบบคนญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์ของ สถาปนิกคนเก่งที่พยายามใช้ศาสตร์ของแกเปลี่ยนแปลงโลกครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



ส่วนใครที่อยากอ่านเรื่องอื่นๆที่มีประโยชน์บ้าง...ไม่มีบ้าง 
เชิญได้ที่เพจของ จขก

https://www.facebook.com/morethan8lines



Cr. ภาพทั้งหมดผมแคปมาจาก YouTube การพรีเซนเตชั่นของ  “ทาคาฮารุ เทซึกะ” ครับ

ABC Forum วันนี้ (8/5/58) กับคุณอริยะ พนมยงค์ - CEO ของ Google Thailand

ABC Forum วันนี้ (8/5/58) กับคุณอริยะ พนมยงค์ - CEO ของ Google Thailand
1) Innovation เกิดได้ทุกที่ หากมี Right Culture & Right Environment เช่น กูเกิ้ลเลี้ยงอาหารพนักงาน เพราะเป็นโอกาสให้ทุกคนได้มานั่งกินข้าวและคุยกัน ไอเดียในการสร้าง Gmail ก็เกิดมาจากการที่พนักงานคุยกันตอนเที่ยงแล้วคิดว่า 'น่าจะมีระบบอีเมลดีๆ ใช้'
2) ทุกวันศุกร์ ลารี่ เพจ (CEO & Founder) จะมี VDO Conference กับพนักงานทั่วโลกจำนวน 56,000 คน (เรียกว่า TGIF) เป็นโอกาสที่พนักงานจะได้ฟังจาก CEO โดยตรง และเปิดโอกาสให้ซักถามได้ แม้เป็นคำถามแรงๆ ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ ภายหลัง
3) Google เป็นองค์กรที่ Flexible ในเรื่องการทำงาน แต่ Serious มากในเรื่อง Performance -- กูเกิ้ลให้ความสำคัญกับการรับฟัง Feedback ของคนรอบข้างที่พนักงานแต่ละคนต้องทำงานด้วย เพราะต้องการสร้างวัฒนธรรมการทำงานป็นทีม โดย Feedback นี้ไม่ได้มาจากเพื่อนร่วมงานในประเทศเท่านั้นแต่มาจากทั่วโลก !
4) หนึ่งในหลักการทำงานของ Google คือ Fail quickly and learn เพราะเชื่อว่าไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ล้มเหลว ดังนั้นรีบๆ ล้มเหลว แล้วเรียนรู้ เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จเร็วๆ
5) กูเกิ้ลน่าจะเป็นองค์กรเดียวในโลกที่ออกแบบหน้า Web Page ให้เรียบง่าย ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ใช้พื้นสีขาว เพราะต้องการให้ลูกค้าออกจาก Website เร็วที่สุด เพราะคิดว่าทุกคนมีเวลาน้อย เมื่อเข้ามาใน Google และได้คำตอบแล้ว ก็รีบออกไปทำอย่างอื่นต่อ
6) กูเกิ้ลเน้นให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เฉพาะกับลูกค้าและผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ให้พนักงานคิดสร้างสรรค์ในการทำงานด้วย ตัวอย่างเช่น กูเกิ้ลเมืองไทยเล็กมากเมื่อเทียบกับออฟฟิศกูเกิ้ลอื่นๆ ในโลก โจทย์คือทำอย่างไรให้ ลารี่ เพจ รู้จักและจำประเทศไทยได้ จึงคิดออกแบบหน้า Page ให้มีแผนที่ประเทศไทยอยู่ในคำว่า Google ด้วย เป็นต้น
7) วิธีวัด KPI ของกูเกิ้ล ถูกออกแบบไว้ไม่ให้ถึง 100% เพราะถ้าถึง 100% แปลว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่ำเกินไป (ถ้านานๆ ถึงสักที เป็นไปได้ แต่ถ้าถึง 100% บ่อยๆ แสดงว่า KPI ไม่ถูกล่ะ)
8) การสัมภาษณ์งานที่กูเกิ้ลในปัจจุบันลดเหลือ 4 รอบ (จากเดิม 8 รอบ) ซึ่งคนสัมภาษณ์ประกอบด้วย หัวหน้าโดยตรง, เพื่อนร่วมงานที่อยู่ในทีมและประเทศเดียวกัน, เพื่อนร่วมงานต่างประเทศและผู้หญิง (เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่จะรับเข้ามา ได้ถูกมองจากมุมที่หลากหลาย) -- โดยความเห็นต้องเป็นเอกฉันท์ จึงจะรับเข้ามาเป็นพนักงานได้
9) ทุกวันนี้กูเกิ้ลทำเงินจากโฆษณาบนหน้า Search Engine เป็นหลัก (90% ของรายได้) ในอนาคตคาดว่ารายได้จะมาจากโฆษณาผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น Youtube เป็นต้น
10) ตัวชี้วัดผลงาน CEO ของ Google ในแต่ละประเทศ ไม่ใช่ Revenue หรือ Profit แต่เป็น Growth ของธุรกิจ
11) เป้าหมายของกูเกิ้ลประเทศไทยคือ ทำให้คนทั้งประเทศเข้าถึง Google