วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Audi คิดค้น e-benzin “น้ำมันเบนซินสังเคราะห์ 100%” ชนิดแรกของโลกได้สำเร็จ

โลกปิโตรเลียมกำลังจะเปลี่ยนไปอีกก้าวใหญ่ เมื่อน้ำมันเบนซินไม่จำเป็นต้องผลิตจากการขุดเจาะน้ำมันดิบอีกต่อไป
เพราะ Audi ค่ายรถยนต์จากเยอรมนีได้ทำการทดลองผลิตน้ำมันเบนซินสังเคราะห์ 100% เป็นเจ้าแรกของโลก
ได้สำเร็จแล้วในชื่อ ‘e-benzin’
1826696447235455275
Audi ร่วมมือกับทีม Global Bioenergies สังเคราะห์น้ำมันเบนซินออกมาโดยไม่ใช้น้ำมันปิโตรเลียมเลย
ที่สำคัญ น้ำมัน ‘e-benzin’ นี้ เป็นน้ำมันเบนซินที่ปราศจากสารเคมีอย่างซัลเฟอร์และเบนซิน(!)เลย
นั่นหมายความว่า น้ำมันเบนซินสังเคราะห์นี้จะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างสะอาดกว่าเดิมมาก
มากไปกว่านั้น น้ำมันเบนซินสังเคราะห์ ‘e-benzin’ เป็นน้ำมัน iso-octane แบบ 100% ทำให้มีค่า RON
อยู่ที่ 100 (ว่าง่ายๆก็คือถ้าเป็นบ้านเราก็จะถูกเรียกว่า เบนซิน 100) ซึ่งจะส่งผลต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์
ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
12696193591039544704
ตอนนี้ Audi กำลังทดสอบน้ำมันชนิดใหม่นี้กับเครื่องยนต์ของตนอยู่ และกำลังหาทางปรับวิธีการสังเคราะห์
น้ำมันนี้ใหม่ ให้ใช้น้ำ ก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแสงอาทิตย์ ในการสร้างน้ำมัน e-benzin เท่านั้น
ซึ่งเพิ่มความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในอีกทางหนึ่ง
Reiner Mangold หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมของ Audi ได้กล่าวว่า การพัฒนาและสังเคราะห์น้ำมันเบนซิน
ร่วมกับ Bioenergies ถือว่าเป็นอีกก้าวใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน และเราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มันสามารถ
เกิดขึ้นได้จริง
การเกิดขึ้นของน้ำมัน e-benzin นี้ อาจจะเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมรถยนต์ได้อีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้
เพราะหากเราสามารถสังเคราะห์น้ำมันด้วยพลังงานธรรมชาติ อีกทั้งยังทำให้เผาไหม้ได้ดีขึ้นมาก นี่อาจจะทำให้
ช่วยยืดอายุของยุคเครื่องยนต์สันดาปก็เป็นได้ เพราะก่อนหน้านี้ Audi ก็เคยพัฒนาน้ำมันดีเซลสังเคราะห์ 100%
จนสำเร็จมาแล้วเช่นกัน
ที่มา : Audi

หนังเกี่ยวกับตลาดหุ้น ที่นักลงทุนอย่างคุณไม่ควรพลาด

การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นร้อนแรงในทุกๆปี โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นเราเข้าไปแตะที่ 1,600 จุด  ทำให้คนสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอย่างมาก  และยิ่งตลาดหุ้นคึกคักมากเท่าไร นักลงทุนหน้าใหม่ไฟแรงก็ก้าวเท้าเข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้น  และในทุกๆปีเมื่อมือใหม่ได้พบกับเวลาที่หุ้นตก ตลาดหุ้นแปรปรวน ก็จะทำให้พบบทเรียนหรือพาลให้ออกจากตลาดหุ้นก็มีเยอะ
ทีมงานเราก็เป็นเม่าในตลาดหุ้นไม่แพ้กัน ดังนั้นการเรียนรู้จากบทเรียน สิ่งรอบตัวให้มากที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น  วันนี้เราจึงอยากแนะนำหนังดีๆเกี่ยวกับตลาดหุ้นให้ทุกท่านไปหามาชม  เพราะการเรียนรู้จากภาพยนตร์ก็เป็นอีกแหล่งความรู้ดีๆที่เพลิดเพลินทีเดียว อย่าลืมไปหา version เต็มๆ มาดูกันนะคะ
The Wolf of the Wall Street
เรื่องราวของ Jordan Belfort จอร์แดน เบลฟอร์ ในช่วงชีวิตตั้งแต่จุดสูงสุด ไปจนถึงจุดตกต่ำของเขา เรื่องราวการลงทุนใน Wall Street ที่นักลงทุนอย่างเราควรเรียนรู้ เพราะตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ที่ทำให้คุณรวยได้เร็วขนาดนั้น!!
https://youtu.be/aJH__f9vLWo?list=PL7A_jsfJ1ICVsjdZV_TcjzPfetOf7Hmpk

MARGIN CALL 
เรื่องราวเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ Wallstreet ของ สหรัฐอเมริกาก่อนเกิดวิกฤตการเงินครั้งยิ่งใหญ่ ที่อาจเรียกว่า ฟองสบู่นั้นเอง  ในเรื่องนี้เป็นเหตุการหนึ่งคืนก่อนเกิดวิกฤตการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่ดูแล้วจะพาลให้เราเครียดหวาดวิตกกับสภาพเศรษฐกิจกันไปเลย
https://youtu.be/uj4QrAcwVi0
KRACH 
ถ้าคุณชอบการลงทุนในตลาดหุ้น หรือชอบหนังแนวการเงิน เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโบรเกอร์หนุ่มไฟแรงแห่ง Wall Street ที่ชอบเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ และเมื่อเขาได้ค้นพบโมเดลที่จะทำให้ได้กำไรในตลาดหุ้น อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาต่อไป
https://youtu.be/fyp7Vcf1BeE
The SCAM
จอมตุ๋น แก๊งอัจฉริยะ  ซีรี่ย์แนวการลงทุนในตลาดหุ้นที่คุณควรหามาดูสักครั้ง  ในเรื่องยังมีเทคนิคการปั่นหุ้นให้คุณได้ศึกษา แถมฉากการลงทุน ต่อสู้ด้านการเงินอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์
https://youtu.be/k1ClEYplNCY
Wall Street: Money Never Sleeps
หนังการลงทุนที่ทุกคนไม่ควรพลาด  ภาพยนตร์เรื่อง Wall Street มีทั้งหมด 2 ภาค เป็นเรื่องราวของ กอร์ดอน เก็กโค่ เจ้าของวลี GREED is GOOD  หนังที่จะทำให้คุณรู้จักความโหดร้ายในตลาดหุ้น การปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับการขาดทุน การเป็นหนี้นอกระบบ และเหตุการณ์ก่อนวิกฤตซับไพรม์  หนังที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมันไม่ง่าย
https://youtu.be/xdjoSzOxBHw
Wall Street: Money Never Sleeps 2
https://youtu.be/r1YjwFty7-I
Inside Job
ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปลายปี 2000 เป็นหนังที่เกี่ยวกับ ความเสียหายของระบบในสหรัฐอเมริกา การเติบโตของเศรษฐกิจจากการสร้างภาพให้ดูดีเกินจริงเพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ และทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์อย่างรวดเร็ว จะทำให้เกิดผลเสียตามมาอย่างไร
https://youtu.be/FzrBurlJUNk
Boiler Room
อีกเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุน กับนักลงทุนวัยกระเตาะที่เร่ขายหุ้นให้กับผู้ซื้อที่ไม่เคยพบหน้าทางโทรศัพท์ ลองดูสิว่าหากมีคนโทรมายื่นข้อเสนอว่าคุณกำลังจะรวย เพียงซื้อหุ้นเหล่านี้ที่เขาเสนอขาย ใครจะรวยก่อนกัน คุณหรือเขา? แต่ที่แน่ๆ แก๊งค์นักขายหุ้นได้รถเฟอร์รารี่คันงาม พร้อมแมนชั่นสุดหรูไปแล้ว
https://youtu.be/6VoXMvNrQro

หนังส่วนมากก็สร้างมาจากชีวิตจริง  การลงทุนในตลาดหุ้นก็เช่นกัน เรื่องราวการแข่งขัน ข่าวลือ การปั่นหุ้น มีมากมายในชีวิตจริง  ยิ่งเราได้อยู่ในตลาดหุ้นมากเท่าไร เราก็จะเห็นภาพการแข่งขันทางการเงินมากเท่านั้น  สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ดีคือ การมีสติ มีปัญญา การหาความรู้ และไม่ให้ความโลภมาอยู่เหนือสติได้
เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน  ดูหนัง ดูละคร และย้อนดูตัวนะคะ  การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ที่เสี่ยงที่สุดคือการไม่รู้จักตนเองนะคะ ส่วนท่านใดมีหนังเกี่ยวกับการลงทุนแนะนำเพิ่มเติม สามารถคอมเม้นต์แบ่งปันกันได้นะคะ

วิธีอธิบาย GRAMMAR (ไวยากรณ์) ภาษาอังกฤษด้วย MIND MAP

Grammar หรือไวยากรณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสื่อสารภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ดีการทำความเข้าใจในหลักการอาจเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาเยอะ อย่างไรก็ดีหากค่อยๆทำความเข้าใจองค์ประกอบของ Grammar ต่างๆก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษได้ แม้ว่าในวันนี้เราอาจจะยังเข้าใจไม่หมดก็ตาม และนี่คือวิธีการอธิบายองค์ประกอบของ Grammar ต่างๆด้วย Mind Map โดย Daniel Tay ว่ามีส่วนไหนอย่างไรบ้าง

Mind Map สรุป Gramma (ไวยากรณ์) ภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ Mind Map มีประโยชน์อย่างมากในการเช็คดูว่าเรื่องไหนที่เรายังไม่เข้าใจเพื่อที่จะได้ศึกษาเพิ่มเติม และสามารถเห็นภาพได้อย่างง่ายๆว่าหากเราจะประยุกต์ใช้ในสถานการณ์หนึ่งๆจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง


ตารางสรุป Grammar ที่สำคัญ

tensepositive/negative/questionusagesignal words
Simple PresentPresent
  • P: He speaks.
  • N: He does not speak.
  • Q: Does he speak?
  • a single or repeated action in the present
  • general validity
  • actions happening one after the other
  • confirmed future actions (time table, schedule)
always, every …, never, normally, often, seldom, sometimes, usually if-clause type I (If I talk, …)
Present ProgressivePresent Continuous
  • P: He is speaking.
  • N: He is not speaking.
  • Q: Is he speaking?
  • action currently taking place
  • action limited to a particular timeframe
  • already planned or agreed-upon future action
at the moment, just, just now, Listen!, Look!, now, right now
Simple PastPreteriteP: He spoke.
N: He did not speak.
Q: Did he speak?
  • a single or repeated action in the past
  • actions happening one after the other in the past
  • a new action that interrupts an action that was already taking place
yesterday, 2 minutes ago, in 1990, the other day, last Friday
if-clause type II (If I talked, …)
Past ProgressivePreterite Continuous
Past Continuous
P: He was speaking.
N: He was not speaking.
Q: Was he speaking?
  • emphasis on the process of an action taking place in the past
  • multiple actions taking place at the same time
  • an action that was taking place when interrupted by a new action
when, while, as long as
Present Perfect SimplePerfectP: He has spoken.
N: He has not spoken.
Q: Has he spoken?
  • the result is emphasised
  • action that lasts to the present moment
  • action that has just been completed
  • completed action with influence on the present
  • an action that has never/once/more than once taken place up to the time of speaking
already, ever, just, never, not yet, so far, till now, up to now
Present Perfect ProgressivePerfect ContinuousP: He has been speaking.
N: He has not been speaking.
Q: Has he been speaking?
  • the action is emphasised (not the result)
  • action that has lasted until the present time
  • completed action with influence on the present
all day, for 4 years, since 1993, how long?, the whole week
Past Perfect SimplePluperfect
Past Anterior
P: He had spoken.
N: He had not spoken.
Q: Had he spoken?
  • action taking place before a certain time in the past
  • sometimes interchangeable with past perfect progressive
  • emphasises only the fact that something took place before a certain point in the past
already, just, never, not yet, once, until that day
if-clause type III (If I had talked, …)
Past Perfect ProgressivePluperfect Continuous
Past Anterior Continuous
P: He had been speaking.
N: He had not been speaking.
Q: Had he been speaking?
  • action before a certain point in the past
  • sometimes interchangeable with past perfect simple
  • emphasises the action or length of the action
for, since, the whole day, all day
Future I Simple(will)
Future I
P: He will speak.
N: He will not speak.
Q: Will he speak?
  • events in the future that cannot be influenced
  • spontaneous decision
  • suppositions about the future
in a year, next …, tomorrow
if-clause type I (If you ask her, she will help you.)
supposition: I think, probably, perhaps
Future I Simple(going to)P: He is going to speak.
N: He is not going to speak.
Q: Is he going to speak?
  • pre-existing intention regarding the future
  • logical conclusion regarding the future
in one year, next week, tomorrow
Future I ProgressiveFuture ContinuousP: He will be speaking.
N: He will not be speaking.
Q: Will he be speaking?
  • action that will be taking place at a certain point in the future
  • certain or obvious events
in one year, next week, tomorrow
Future II SimpleFuture II
Future Perfect
P: He will have spoken.
N: He will not have spoken.
Q: Will he have spoken?
  • action that will have been completed by a future time
by Monday, in a week
Future II ProgressiveFuture II Continuous
Future Perfect Progressive
P: He will have been speaking.
N: He will not have been speaking.
Q: Will he have been speaking?
  • action that will have been completed by a future time
  • emphasises the length of the action
for …, the last couple of hours, all day long
Conditional I SimpleSubjunctive II (Present)
Form of Possibility
P: He would speak.
N: He would not speak.
Q: Would he speak?
  • action that could possibly take place
if-clause type II
(If I were you, I would go home.)
Conditional I ProgressiveSubjunctive II Continuous (Present)
Continuous Form of Possibility
P: He would be speaking.
N: He would not be speaking.
Q: Would he be speaking?
  • action that could possibly take place
  • emphasises the action or the length of the action
Conditional II SimpleSubjunctive II (Past)
Perfect Form of Possibility
P: He would have spoken.
N: He would not have spoken.
Q: Would he have spoken?
  • action that otherwise might have taken place in the past
if-clause type III
(If I had seen that, I would have helped.)
Conditional II ProgressiveSubjunctive II Continuous (Past)
Continuous Perfect Form of Possibility
P: He would have been speaking.
N: He would not have been speaking.
Q: Would he have been speaking?
  • action that otherwise might have taken place in the past
  • emphasises the action or length of the action
ที่มา: https://english.lingolia.com/en/grammar/tenses/overview

Pinkhouse - โรงเรือนสีชมพู อนาคตของเกษตรโลก


เกษตรกรรมอาจจะแบ่งได้อย่างกว้าง เป็น 2 แบบครับคือ

(1) เกษตรกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
(2) เกษตรในร่ม (Indoor Farming) เป็นเกษตรในร่ม ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม

ปกติเกษตรในร่มที่ทำกัน ก็มักจะทำในโรงเรือน (Greenhouse) ซึ่งใช้แสงธรรมชาติ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เริ่มมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือสีแดง กับ สีฟ้า เมื่อมาผสมกันก็มักจะได้สีออกม่วงอมชมพู ทำให้โรงเรือนแบบนี้มีชื่อเรียกใหม่ เก๋ไก๋ว่า Pinkhouse ซึ่งจะมีข้อดีคือ

- หลอดไฟ LED ให้เฉพาะแสงในช่วงที่พืชต้องการ จึงประหยัดพลังงาน ไม่เกิดความร้อน

- พืชโตเร็วกว่าปกติ เพราะได้รับแสงที่ต้องการจริงๆ

- การใช้หลอดไฟ LED แทนแสงธรรมชาติ ทำให้สามารถเพาะปลูกแบบแนวดิ่งหรือ Vertical Farming ได้ ในขณะที่หากใช้แสงธรรมชาติ จะเกิดเงา ทำให้พืชที่อยู่ใต้ๆ ลงมาไม่ค่อยได้รับแสง แต่การใช้ LED สามารถออกแบบให้หลอด LED เข้าไปตามหลืบต่างๆ ได้

ผมเชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ น่าจะเกิดเป็นฟาร์มในร่มที่น่าจะใช้โกดังตามชานเมือง มากกว่าที่จะเป็นการปลูกผักในอาคารสูง อย่างที่เป็นกระแสในสื่อต่างๆ ... แต่ถ้าหากเป็นในอนาคตยาวๆ ละก็ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

Credit :
- Data and Pictures from http://www.ledinside.com/news/2013/5/lednews_201305281350

“Bionic lens” เลนส์ที่จะทำให้คุณมี “สายตา” ดีกว่าคนปกติ 3 เท่า!

bionic lens featured
Art
Art in Discover & Innovation
 May 26, 2015

จากแว่นตา มาคอนแทคเลนส์ มาเลเซอร์ มีหลายวิธีที่ทำให้คนเราสามารถกลับไปมีสายตาที่ปกติได้ หากเปิดปัญหาทางสายตาและการมองเห็น แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นดังต่อไปนี้ มันเป็นมากกว่าการแค่ซ่อมแซมและทำให้คุณกลับมามองเห็นเป็นปกติ แต่มันคือการทำให้ “สายตา” ของคุณดีขึ้นจนเป็นระดับที่เรียกว่า super sight ซึ่งดีกว่าสายตา 20/20 ซึ่งเป็นค่าอ่านสายตาที่ดีและ “ปกติ” ตามการวัดปกติ ถึงสามเท่าเลยทีเดียว โดยมันเรียกว่า “Bionic lens” และที่เจ๋งอีกอย่างก็คือ การผ่าตัดเอาเจ้า Bionic lens เข้าไปในดวงตาของเรานั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้นเอง
E 1Canadian Press
The Ocumetic Bionic Lens ตัวนี้ ออกแบบขึ้นมาโดย Garth Webb โดยเขาบอกว่า การผ่าจัดจะใช้เวลาเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้น โดยคร่าวๆ คือมีการพับเลนส์ดังกล่าวเข้าไซริงค์ ที่มีสายละลายน้ำเกลืออยู่ และนำไปวางที่ดวงตาเท่านั้นเอง และหลังจากนั้น ดวงตาของคนไข้จะใช้เวลาในการปรับตัวเพียงแค่ 10 วินาที สายตาก็จะกลับมาเป็นปกติ และดีกว่า ค่าวัดสายตา 20/20 ที่ถือว่าสายตาดีและปกติในปัจจุบันถึง 3 เท่า
โดยจากการวัดสายตานั้น 20/20 หมายถึง การที่ คนที่เข้าการตรวจสามารถมองเห็นวัตถุได้ที่ระยะ 20 ฟุต เท่ากับที่คนปกติเห็นในระยะ 20 ฟุต โดยเลนส์ Bionic นั้น จริงๆ สามารถวัดค่าได้ถึง 20/0 เลยทีเดียว ซึ่งแปลความออกมาได้ว่า หากผู้ใช้เลนส์ Bionic มองเห็นวัตถุที่ระยะ 20 ฟุต คนปกติจะมองเห็นวัตถุนั้นในระยะ 0 ฟุต หรือที่หน้าดวงตาเลยนั่นเอง
E 2Canadian Press
ทั้งนี้ ตัวเลนส์ทำขึ้นมาจาก inert biocompatible polymeric materials ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพและกายภาพในดวงตาของเรา และไม่เสื่อมสภาพเมื่อเวลาผ่านไปอีกด้วย จึงสามารถใส่ได้อย่างปลอดภัย ส่วนภาพนี้คืออุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการติดเลนส์นี้เข้าที่ดวงตาของคนไข้ ซึ่งได้แก่ไซริงค์ สารละลายเกลือ โดยจะใช้เวลาแค่ 8 นาทีในการติด และ 10 วินาทีในการเห็นผล
นอกจากนี้ เลนส์นี้ของ Dr.Webb ยังมีการเรียกอีกว่าเป็น “super sight” เพราะหากใส่แล้วก็จะมีสายตาที่ดีมากกว่าคนปกติ จึงมีคนนำไปเทียบกับตัวละครอย่างซุปเปอร์แมน เพราะในเรื่องนั้น ซุปเปอร์แมน จะมีสายตาที่ดีมากกว่าคนปกติ
E 3No Fee
Dr.Webb บอกว่า หากมีการนำเลนส์นี้ไปประกอบเข้ากับแว่น จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้คนที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ รวมไปถึงคนที่มองไม่เห็นอีกด้วย
ทั้งนี้ เลนส์ขนาด 8 มิลลิเมตรดังกล่าว มาพร้อมกับ วงแหวนขนาด 1.17 มิลลิเมตร ที่ช่วยทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนแสงไปมาสี่ครั้งก่อนเข้าเรตินา และพอถึงเรตินานั้น ภาพจะถูกขยายขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่านั่นเอง
ส่วนในภาพนี้ a) และ b) คือด้านหน้าและด้านหลังของตัวเลนส์ ภาพ c) คือเลนส์เมื่อใส่เข้ากับดวงตาจำลอง และ d) และ e) และนี่คือเลนส์เมื่อใส่เข้ากับแว่นตา 3 มิติ ที่จะสามารถขยายขนาดของภาพขึ้นได้
E 4Eric Tremblav/ Iger Stamenov
ส่วนความก้าวหน้าอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อดวงตามนุษย์นั้น iOptik ได้ประกาศว่าได้มีการพัฒนาเลนส์ที่ทำให้คนเราสามารถมองจอเสมือนจริงได้ในความชัดระดับ HD อาทิเช่น เส้นทางขับรถต่างๆ หรือวิดีโอคอลเป็นต้น ซึ่งจอเล็กๆ นั้นได้มีการพัฒนาขึ้นโดย Innovega กลุ่มนักวิจัยจากวอชิงตัน ส่วนกูเกิล ก็กำลังพยายามทำ “Smart lens” ออกมาเช่นเดียวกัน ที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง และเชื่อมต่อกับมือถือสมาร์ถโฟนได้อีกด้วย
E 5Innovega

การทำธุรกิจ MLM ให้มีความโดดเด่น และนำเสนอแนวทางที่แตกต่างจาก MLM ทั่วไป ทำได้อย่างไรบ้างครับ cr:Trick of the Trade

รบกวนถามนะครับ
การทำธุรกิจ MLM ให้มีความโดดเด่น และนำเสนอแนวทางที่แตกต่างจาก MLM ทั่วไป ทำได้อย่างไรบ้างครับ
คำตอบ
คำถามนี้ตอบยากนะครับ เพราะแต่ละบริษัทเค้าก็มีแนวทางและวิธีการเฉพาะตัว แถมการแข่งขันแย่งตัวคนทำค่อนข้างสูง มีการเปรียบเทียบวิธีการและผลตอบแทนกันแบบดุเดือดมาก แม้จะไม่ออกสื่อแต่เวลาเข้ากลุ่มนี่เนื้อหาเข้มข้นสุดๆ ผมขอตอบตามความคิดของผมนะครับ พี่น้องชาว MLM อย่าโกรธกันนะครับ
ธุรกิจ MLM ที่ดีก็มี ที่หลอกลวงก็มีเยอะครับ เอาจริงๆคือ ทุกๆธุรกิจมีทั้งบริษัทที่ดีและไม่ดีครับ บริษัทพวกรับทำเวปไซด์ ได้เงินมัดจำแล้วหนีไปก็มี อย่างล่าสุดก็ U Fund ที่กำลังเล่นไล่จับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ทุกวันนี้
สิ่งที่คุณควรใช้เกณฑ์ในการพิจารณาบริษัทที่คุณจะทำคือ บริษัท MLM นั้นอยู่ในสมาคมขายตรง ทั้งของในและต่างประเทศรึเปล่า เปิดมานานแค่ไหนแล้ว สินค้าคืออะไร มีอ.ย.หรือ FDA จากประเทศต่างๆหรือไม่ ที่สำคัญคือ พยายามศึกษาให้เวลากับมันนานๆก่อนตัดสินใจสมัคร อย่างน้อยๆ คุณต้องเข้าประชุมเป็นประจำกับเค้าซัก 3 เดือนก่อนตัดสินใจ และควรเข้าร่วมฟังและศึกษาหลายๆบริษัท แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างเอง อย่าด่วนใจร้อน กำเงินไว้ก่อน เมื่อเจอแนวทางที่ถูกจริตแล้วค่อยสมัครครับ บริษัทที่ดูแล้วมีวิธีการทำให้คุณรวยเร็วแบบเสกได้อันนั้นก็น่ากลัวไป เตือนตัวเองเสมอว่า ทุกอาชีพไม่ว่าจะขายตรง ขายอ้อม ความสำเร็จล้วนมีที่มาเดียวกัน นั่นคือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำ ใช้ความพยายามและผ่านการทำงานหนักเท่านั้น
ธุรกิจแบบ MLM ต้นทุนมี 2 อย่างคือตัวคุณกับเวลาของคุณ คุณจงใช้มันอย่างเต็มที่ เลิกประชุมก็กลับมากินข้าวบ้าน ลองศึกษาไปเรื่อยๆจนเจอแนวทางที่ใช่และระบบที่ชอบ คนที่มาปรึกษาผมว่าอยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่มีเงินติดตัวประมาณ 1-200,000 บาทมา แถมมีลูก มีภาระ ผมแนะนำให้ไปศึกษาเรื่องธุรกิจ MLM ก่อนแทบทุกคน เพราะเงินจำนวนนั้น มันทำให้คุณอยู่กับตัวเองได้นานพอที่จะศึกษาธุรกิจ MLM อย่างถ่องแท้แล้ว ในขณะที่เงินจำนวนเดียวกัน คุณเอาไปเปิดร้านกาแฟนี่ คุณคงได้แค่ค่าเครื่องกับค่าเช่าและค่าพนักงานสักเดือนก็หมดแล้ว
ธุรกิจ MLM มีความต่างจากชีวิตงานประจำมากนะครับ งาน MLM คุณยิ่งเจอคน ยิ่งเข้าร่วมประชุม โอกาสได้รายได้คุณยิ่งเพิ่ม ไม่เหมือนทำงานประจำ ประชุมแม่งเพิ่มไม่รู้กี่ประชุม แต่เงินเดือนคุณก็เท่าเดิม
เวลาทำแล้วเริ่มประสบความสำเร็จ คุณก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ คุยหรือแนะนำธุรกิจกับคนที่เค้าสนใจเท่านั้น ไม่งั้นจะกลายเป็นได้เสียงยี้มาแทน และอย่าชวนคนมาทำด้วยการโชว์รูปรถหรู บ้านหลังใหญ่ แบบที่เค้าทำๆกันครับ มันดูเหมือนคุณทำเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำเพื่อความสุข
สุดท้ายที่อยากบอกสำหรับธุรกิจนี้คือ MLM เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สามารถสร้างคนไม่มีอะไรให้มีอะไรได้ เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันที่แฟร์มากที่สุดอันนึง คนจน คนรวยมาแข่งกันทำนี่ คนรวยแพ้เอาง่ายๆ เพราะแข่งกันด้วยใจและความพยายามและศิลปะในการพูด เจรจาและการนำเสนอล้วนๆ ในขณะที่หลายๆธุรกิจนี่เอาเงินเค้าทุ่ม คนจนได้แต่อ้าปากมอง คนรวยก็นั่งสบายๆ ถือเป็นธุรกิจนึงที่ลดแต้มต่อของการลงทุนได้อย่างไม่มีใครคิดถึงในจุดนี้
ผมเห็นว่า ธุรกิจ mlm เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อยที่สุดแล้วในบรรดาการเริ่มธุรกิจทุกประเภท เพราะคุณลงทุนด้วยหัวใจและความขยันเรียนรู้ ฝึกฝนเท่านั้น ในขณะที่ธุรกิจอื่น คุณต้องมีค่าเช่า ค่าลูกน้อง ค่าสินค้าและอีกสารพัด
MLM ทำแล้วไม่มีเจ๊งนะครับ มีแต่เจ๊ากับเจี๊ยะ
แต่ไอ้การลงทุนนน้อยนี่ล่ะ มันต้องแลกมากับหัวใจที่มั่นคงมากๆของคุณที่จะต้องทนกับเสียงยี้และการปฎิเสธ ทั้งๆที่หลายๆคนนั้นยี้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเปิดใจฟัง ใครที่ทนการถูกปฏิเสธไม่ได้ หรือจะรู้สึกบั่นทอน จิตใจหดหู่ทุกครั้งที่โดนใรปฏิเสธอะไรมา MLM ไม่ใช่ทางที่คุณควรเลือกนะครับ เพราะคุณจะโดนนปฏิเสธมากกว่า 99%
เคยมีคนบอกไว้ว่า ถ้าใครทำ mlm สำเร็จ คนนั้นสามารถทะอะไรในโลกก็ได้เพราะหัวใจแกร่งจริงๆ
ส่วนวิธีการทำให้ประสบความสำเร็จ ส่วนตัวแนะนำเพิ่มตามนี้ครับ
1. อย่าเริ่มทำจากการขาย หรือแนะนำคนรู้จักเข้ามาทำธุรกิจ ให้เริ่มจากคนทั่วไป ใครก็ได้ จะเป็นช่างทำผม คนขับแทกซี่ ร้านอาหาร ทุกคนมีโอกาสทำ mlm ได้หมดเพราะมาแต่ตัวกับหัวใจ และคุณควรพยายามขายระบบการทำงาน ไม่ใช่ขายสินค้า เหมือนคุณชวนคนมาเปิดร้าน 7-11 คุณต้องบอกใครรีเปล่าว่า 7-11ขายอะไรในร้านบ้าง
2. โฟกัสที่การพัฒนาทีมงาน ยิ่งทีมคุณเก่งเร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งสบายเท่านั้น
3. บอกความจริงกับคนที่บ้าน คนรอบตัว อย่าแอบๆทำ และเวลาบอก ให้บอกด้วยเสียงที่มั่นใจว่านี่คือสิ่งที่คุณเลือก บอกแล้วก็ขอเค้าว่าอย่ามาบั่นทอนกำลังใจกันหรืออย่ามายี้กันเอง
4. รายได้จากธุรกิจ mlm เหมือนน้ำซึมบ่อทราย กำไรมาปีหลังๆ ได้แล้วได้ยาว ไม่เหมือนร้านหรือธุรกิจอื่นๆที่รายได้จะวูบวาบช่วงเปิดร้านใหม่ๆ
5. ขอให้คุณมั่นใจเส้นทางที่เลือก คุณทำอาชีพสุจริต อย่าไปอายใคร หรือทำแบบแอบๆทำ เวลาใครถามก็บอกไปเลยว่าทำ mlm ถ้าคุณเอาชนะใจตัวเองที่จะบอกความจริงข้อนี้ไม่ได้ คุณไม่มีทางชวนใครมาทำได้สำเร็จครับ
อาชีพสุจริตทำไปเถอะครับดีกว่าไปนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ และผมว่ายังดีกว่าเอาเงินไปเปิดร้านเหล้าเยอะ
ลองพิจารณาดูนะครับ

ธีรพงศ์ คนพันธุ์ X - Generation X คุณรวยได้ถ้าเข้าใจธุรกิจ


17 ข้อคิด..คนรวย คนจน แปลจากหนังสือ Secrets of the Millionaire Mind
1. คนรวยเชื่อว่า "ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง" VS คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ VS คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย VS คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ VS คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส VS คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ VS คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบ ความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดี และประสบความสำเร็จ VS คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเอง และคุณค่าของตนเอง VS คนจนมองการขาย และโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก VS คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม VS คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน VS คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง" VS คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน VS คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน VS คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง VS คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว VS คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา VS คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าคุณเป็นแบบไหน